6 years : เมื่อผู้หญิงต้องการความมั่นคงและผู้ชายให้(ไม่)ได้


โดย ธัชชัย ธัญญาวัลย


เมื่อคืนได้มีโอกาสดูหนังใน Netfilx ซึ่งเอาจริง ๆ ก็เป็นสมาชิกมาตั้งนาน  แต่ดูไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่
เพราะไม่ค่อยมีเวลา  ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มและหญิงสาวที่คบหากันมา 6 ปี  ผู้ชายชื่อแดน กำลังฝึกงานอยู่ที่บริษัทค่ายเพลง  ส่วนผู้หญิงชื่อเมล  กำลังจะเริ่มงานเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง
ความสัมพันธ์หกปีที่คบกันนั้นค่อนข้างจะจืดชืด  หนังแสดงให้เราเห็นว่า  เวลาทั้งคู่จะมีอะไรกันมันก็เป็นไปอย่างจืดชืด  เป็นไปอย่างงั้น ๆ
มีบางวันที่เพื่อนของนางเอกคือเมล  แนะนำให้เธอดูหนังโป๊เพื่อต่อเติมความสวิงสวายของชีวิตคู่บ้าง
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นผลอะไรเท่าไหร่นัก

ทั้งคู่ทะเลาะกันเสมอ 
และเรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ใช่วันหนึ่ง  อะแมนดา  ซึ่งเป็นสาวไก่แก่แม่ปลาช่อนที่ที่ทำงานชวนคุยเรื่องพวกนี้กับแดน
แล้วทั้งคู่ก็คลิกกัน  มีเผลอจูบกันที่ปาร์ตี้สระน้ำด้วย
เอาจริง ๆ แม้ว่าแดนจะรู้สึกผิดแต่ใจก็ถวิลหาอะแมนดาอยู่ไม่คลาย
จนกระทั่งแฟนสาวคือเมลจับได้  แล้วก็ทะเลาะกันที่ผับแห่งหนึ่ง
ผลของการทะเลาะกันคือไม่ทะเลาะกันเปล่า  แต่ทะเลาะกันแล้วก็โวยวายไปหน้าผับ  ยังผลให้แดนถูกจับขังคุกไว้ 24 ชั่วโมง
เมลก็เป็นฝ่ายไปรับกลับ
ในเรื่องนี้เมื่อเกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกันจะสังเกตได้ว่า  ฝ่ายหญิงมักจะขอโทษหรือรู้สึกผิดก่อนเสมอ
แต่ผลทางกายนั้นมักเกิดกับผู้ชาย
อย่างตอนต้นเรื่องทะเลาะกัน  แล้วก็ผลักกันไปมา  ผู้ชายก็หัวไปโขกตู้  ต้องเข้าโรงพยาบาล  เป็นต้น



หลังจากที่ทะเลาะกันที่ผับทั้งคู่ก็เหมือนเลิกกันชั่วคราว  และจุดนี้ก็เป็นเหตุให้เมลไปกินเหล้าและพบกับวิลล์
วิลล์เหมือนตัวละครโง่ ๆ ที่มาเป็นตัวประกอบที่ทำให้ดูเหมือนว่าเมลเป็นคนดีหรือไม่เลวเท่ากับแดนก็ว่าได้  คือ  หลังจากเมาหัวราน้ำอ้วกแตกอ้วกแตนและเพื่อนก็พามาส่งบ้าน(แน่นอนว่าอีตาวิลล์นี่ก็มาด้วย) เพื่อนก็กลับไปปาร์ตี้ต่อ  ส่วนวิลล์นั้นก็ทำเป็นอิดออดว่าขอนอนที่บ้านเมลได้ไหม  ซึ่งเพื่อนเมลก็บอกว่าได้(คืออะไรวะ  อยากให้เพื่อนได้แฟนใหม่อะไรอย่างนี้เหรอ 555)  ในขณะที่เมลนั้นไม่มีสติสตังเหลืออยู่เลย
จนตื่นสะลึมสะลือขึ้นมาก็ปรากฏว่าวิลล์กำลังจะกระทำชำเรา  เมลก็ผลักผู้ชายออกแล้วก็ไล่เขาออกจากบ้านไป
จบบทบาทโง่ ๆ ของวิลล์แต่เพียงเท่านี้
เมลรู้สึกไม่ดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้เล่าให้แดนฟัง  จากนั้นทั้งคู่ก็ไปช่วยแม่เมลย้ายบ้าน 
ระหว่างนี้เองแดนก็ไปปรึกษาแม่ตัวเองเรื่องที่บริษัทเสนอให้ไปทำงานที่นิวยอร์ก  แม่บอกให้ไปจัดการเอง เรื่องของมึง
แดนก็ไปปรึกษาเมลที่บ้านของเธอ  ผลก็ปรากฏว่าทะเลาะกันอีก
เมลไล่แดนหนีกลับบ้าน
เมื่อกลับบ้านแล้วแดนก็โทรหาอะแมนดาให้มาที่บ้านแล้วทั้งคู่ก็มีอะไรกันอย่างเร่าร้อน
หนังแสดงให้เห็นฉากนี้อย่างเร่าร้อน  เมื่อเทียบกับการมีเซ็กส์กับเมล  แดนกระทำอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งการเล้าโลมตระโบมจูบหรืออื่นใด  โดยที่การเล้าโลมบางอย่างนั้นไม่เคยปรากฏในฉากที่เขามีอะไรกับเมลเลย

สุดท้ายเรื่องก็ต้องเป็นอย่างว่าคือ...
ตอนเช้าเมลมาที่บ้านแดนเพื่อจะขอโทษและพูดคุยด้วยเหตุผลให้แดนไปนิวยอร์ก  แต่ก็พบว่าอะแมนดาแต่งตัวกำลังจะกลับ
การทะเลาะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านก็เกิดขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้รุนแรงมาก  เมลขว้างแก้วและแดนจะชกเธอ  แต่เปลี่ยนใจไปชกกำแพง (ฉากแบบนี้มันต้องมีอยู่ทุกเรื่องสิน่า) จากนั้นก็ถูกผลักไปเหยียบแก้ว
สุดท้ายก็จบที่โรงพยาบาลอีก
ฉากสุดท้าย  เมลไปเยี่ยมแดนที่โรงพยาบาล  และบอกให้แดนไปทำงานที่นิวยอร์กเถอะ  เพียงแต่ให้พูดกับเธอว่า  แดนรักเธอและปรารถนาที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเธอตลอดไป  แต่แดนก็พูดได้เพียงแค่ว่า  เขาเสียใจ
เรื่องราวทั้งหมดก็จบลง  โดยแสดงให้เห็นอย่างมีนัยสำคัญว่า  สุดท้ายแล้ว  ทั้งคู่ก็ต้องเลิกร้างลาจากกัน

เป็นหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ธรรมดามาก ๆ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป
ความรักได้กลายเป็นสิ่งจืดชืดเมื่อทั้งคู่อยู่กันมาเป็นเวลานาน  และน่าแปลกที่หากไม่มีมือที่สามเข้ามาวุ่นวายก็จะไม่เกิดเหตุการณ์อะไร
อย่างเช่นเรื่องนี้  ณ ปาร์ตี้ริมสระ  อะแมนดาเป็นฝ่ายเริ่มกับแดนก่อน ทำนองว่า  เธอคิดไม่ออกเลยว่าการคบคนคนเดียวนานถึงหกปีนั้นจะรู้สึกอย่างไร  เธอถามแดนว่า  ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนนี่ไม่เคยมีอะไรกับผู้หญิงอื่นเลยเหรอ  กินน้ำพริกถ้วยเดิมมาตลอดหกปีเลยละสินะ  อะไรทำนองนี้
นั่นน่าจะเป็นเหตุให้แดนนึกอยากจะลองน้ำพริกถ้วยใหม่บ้าง
ตามธรรมชาติของผู้ชาย 
ในโลกของความเป็นจริงแล้ว  มันเป็นเรื่องปกติ  ที่เมื่ออะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ย่อมเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ  หรือต้องมีการแสวงหาสิ่งแปลกใหม่
หากไม่มีเรื่องประเพณี  หรือวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวครอบไว้  มนุษย์ก็ย่อมต้องเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย ๆ
หรือแม้มีเรื่องนี้ก็ตาม  มนุษย์ก็ยังแสวงหาคู่นอนใหม่ ๆ อยู่เสมอ  ทั้งในแง่ของการกระทำอย่างเป็นทางการ  คือ  หย่าร้าง  หรือไม่เป็นทางการ  เช่น  ไปเที่ยวผู้หญิง  หรือ  มีชู้  เป็นต้น
ในหนังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  ฝ่ายที่เริ่มก่อนคือ ผู้ชาย  ส่วนฝ่ายที่มีจิตใจไม่วอแว(มากนัก)คือฝ่ายหญิง  ดังฉากที่เมลไปกินเหล้าเมาแล้วมีผู้ชายมานอนบ้านด้วย  ร่ำ ๆ จะมีอะไรกันแต่เมลก็ผลักเขาออกไป  เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่คู่รักอยู่ด้วยกันแม้เวลาจะผ่านไปยาวนาน  ไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้น  แต่กลับเป็นอย่างอื่น  เช่น  การทำสิ่งอื่นร่วมกัน  หรืองานอดิเรกอื่น  ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข  ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ทั้งหลายกล่าวว่า  มันคือ  ความผูกพัน
เราจะสังเกตได้ว่า  ในหนังนั้น  ทั้งคู่ไม่มีงานอดิเรกอื่นที่ทำร่วมกันเลย  ดีที่สุดคือไปช่วยแม่ย้ายของ  ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วทั้งคู่ก็ยังเรียนหนังสืออยู่  จึงอาจไม่มีเวลาที่จะไปทำอะไรร่วมกันนัก
และหนังก็ไม่ได้มุ่งแสดงแง่มุมอื่นใดนอกจากนี้
แต่อย่างไรก็ดี  กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ที่แดนปรารถนาให้เมลไปด้วย  เมลก็ไม่ค่อยชอบ  เช่น การไปปาร์ตี้ริมสระกับที่ทำงาน  เป็นต้น
จุดแตกหักอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงไม่สามารถอดทนได้  หรือจำเป็นต้องเลิกรา  ก็คือ  ความไม่มั่นคง
เราจะสังเกตได้ว่า  แม้ว่าผู้ชายจะสารเลวขนาดไหน  ไปมีอะไรกับผู้หญิงอื่น  ผู้หญิงอย่างเมลก็ต้องตามไปขอ
โทษเสมอ  และจบลงด้วยการคืนดีกัน  เว้นแต่กรณีล่าสุด  ที่มีการถามให้สัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับเธอตลอดกาล
เมื่อแดนไม่ตอบตกลง  ดีลก็ล่มในที่สุด
(ซึ่งเอาจริง ๆ ถ้าเรื่องนี้แดนตอบว่า  ตกลง  ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิม)
ความมั่นคง  เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้หญิงต้องการจากผู้ชาย  ซึ่งแตกต่างจากผู้ชายที่ไม่ได้ต้องการความมั่นคงจากผู้หญิงมากนัก
ผู้ชายที่เป็นเสือผู้หญิงหรือชำนิชำนาญในกิจการทางด้านความสัมพันธ์ย่อมรู้ดีว่า  เขาจะจีบผู้หญิงอย่างไรให้ติด  ด้วยวิธีการง่าย ๆ โดยการใช้  ความมั่นคง  เป็นตัวล่อ
เช่น  การมีเงินมาก  การแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการหาเงิน  การบอกว่า  ฉันจะรักเธอนิรันดร  ฉันจะแต่งงานกับเธอ  เป็นต้น
ซึ่งแน่นอนว่า  ผู้ชายที่ผ่านผู้หญิงมาแค่คนเดียว  (และเพิ่งผ่านมาอีก 1 คนเพียง 1 ครั้ง ก่อนหน้าที่จะต้องคุยกับเมล)  ก็ย่อมไม่มีความปลิ้นปล้อนพอที่จะพูดหรือให้คำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ว่า  ฉันจะใช้ชีวิตที่เหลือกับเธอตลอดกาลนาน
ซึ่งเราอาจจะพิจารณาว่า ลักษณาการเช่นนี้  เป็นไปได้ว่า  แดนนั้นจริงจังเกินไป  หรือแดนนั้นไม่อยากผิดสัญญาในอนาคต  หรือแม้กระทั่งว่าแดนอยากมีชีวิตที่ต่างจากนี้ในอนาคต (คือไม่ต้องการกินน้ำพริกถ้วยเดียวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตลอดชีวิต  ต้องการไปใช้ชีวิตสวิงสวายเมื่อมีโอกาส  หรืออื่น ๆ)
ทั้งที่ความจริงแล้วแดนก็พูดในนาทีก่อนสุดท้ายนั้นว่า  ฉันอยากอยู่กับเธอ  ฉันไม่ไปนิวยอร์กแล้ว  เราจะดำเนินชีวิตตามแผนเดิมที่เราเคยวางไว้  มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข(ตรงไหนวะ)ด้วยกัน
แต่เอาเข้าจริง ๆ แดนก็ไม่กล้าสัญญา  รับปากรับคำอะไรแก่เมลได้ 
อันนี้เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของผู้ชาย(บางคนที่อาจเรียกได้ว่าค่อนข้างเป็นคนดีในบางแง่)  คือ  ไม่อยากเสียสัจจะ
การรักษาสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญของมนุษย์ผู้ชาย  ดังนั้นการคาดคั้นเอาคำตอบ ณ เดี๋ยวนั้นของเมล  จึงทำให้แดนเกิดความกระอักกระอ่วน  จนไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้นอกจากคำว่า  ฉันขอโทษ
เรื่องราวจึงต้องจบลงในที่สุด

จริง ๆ มันมีประเด็นและมีหลักฐานหลายอย่างที่จะสนับสนุนความคิดบางอย่าง
แล้วก็มีประเด็นเรื่องเพลงประกอบด้วย 
แต่ขี้เกียจพิมพ์  555
เอาเป็นว่า  เล่าไว้แต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน
เอวัง


อ่าน E-book ง่าย ๆ ด้วย iPhone (Kindle App)


E-book นั้น  ใช้งานง่าย  และสะดวกกว่าที่หลาย ๆ คนคิด

นอกจากนี้  ยังทำให้เราประหยัดทรัพยากรหลาย ๆ อย่างด้วย

สำหรับแอพพลิเคชั่นอ่านอีบุ๊กของไทยนั้น

รอก่อนนะครับ

วันนี้

เราจะมาสาธิตวิธีการใช้งาน E-book เจ้ายักษ์

นั่นก็คือ  Kindle นั่นเอง

ไม่ว่าคุณจะใช้มือถือแบบไหน

หรือใช้แท็บเล็ตยี่ห้ออะไร

การใช้งานก็จะคล้ายคลึงกัน

หรือแม้แต่คุณจะใช้เครื่องอ่านหนังสือก็ตาม

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ

(กด HD 1080p เพื่อความคมชัดอย่างถึงที่สุด)




ธัชชัย  ธัญญาวัลย
27/11/61


ป.ล. หากวิดีโอไม่ขึ้นโปรด  คลิกที่นี่






นายอำเภอหัวควย

กลับไปบ้านครั้งไหนไม่ทราบ

แม่ข้าพเจ้าเล่าเรื่องตลกให้ฟัง

ดูท่าว่าเรื่องนี้จะชอบมาก

เพราะเล่าตั้ง ๒ รอบ

(ฮา)

เหตุเนื่องจากเรานั่งรถผ่านถนนเส้นหนึ่ง

และถนนมันมีหลุม

เมื่อถึงบริเวณหลุมนั้น  คนในรถก็หัวโยกหัวคลอนกันไปตามสภาพ

ภาวะโยกคลอน  ไม่ว่าจะเป็นการโยกคลอนใด ๆ ก็ตาม

ภาษาอีสาน  มีคำศัพท์เฉพาะว่า  ควย

นอกจาก  ควย  เป็นคำกริยา  แสดงอาการโยกคลอนแล้ว

ควย  ที่เป็นคำนาม  ก็ยังมีความหมายว่า  ควาย

สรุปคือ  คำว่า  ควย  ภาษาอีสานนั้นมี ๒  ความหมาย

ถ้าเป็นคำนาม  หมายถึง  ควาย

ถ้าเป็นคำกริยา  หมายถึง  โยก  คลอน

เช่น  ฟันโยก  เราก็จะพูดว่า  แข่วควย

ลาบเนื้อควาย  ก็จะพูดว่า  ลาบควย  ดังนี้


ซึ่งมันบังเอิญล้ำเหลือ  ที่คำว่า  ควย  กลายเป็นคำที่แปลว่า ลึงค์  ในภาษาภาคกลาง

มีผู้สันนิษฐานว่า  ควย  นั้น  แท้จริงแล้ว  แผลงมาจาก คุยหะ

ภาษาอีสาน  เรียก  คุยหะ  ว่า  คย  หรือ  โคย  ไม่ได้ออกเสียงว่า ควย

ซึ่งถ้าจะว่าตามความเป็นจริงของการออกเสียงแล้ว

คย  นั้น  น่าจะใกล้เคียง  กับรากเดิม  คือ  คุยหะ  มากกว่า

คุยหะ  นั้น  ตามภาษารากเดิม  แน่นอนว่า  ไม่ได้ออกเสียง อะ  เต็มเสียง

และความจริงก็แทบจะไม่ออกเสียง อะ  ท้ายเสียงด้วยซ้ำ

ดังนั้น  เราจึงมักไม่ได้ยินคำที่มีสระอะท้ายเสียงตามรูปสระ

กล่าวคือ  เมื่อเกิดการยืมคำมาเป็นภาษาไทย

คำที่มี อะ ท้ายเสียง  จะถูก "ฆ่าเสียง"  ด้วย " ์"  ดังนั้น

คำว่า  คุยหะ  จึงออกเสียงว่า  คุยห์


ในบาลี  ว่าด้วย  มหาปุริสสลักษณะ  หรือ  ลักษณะของมหาบุรุษ  ๓๒ ประการ

มีข้อหนึ่งว่าด้วย คุยหะ

คือ  มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก

หมายความว่า  มีหนังหุ้มลึงค์อย่างเรียบร้อย  นั่นเอง

ว่าด้วยเรื่องหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายนี้  ก็ยังมีเรื่อง  "ขริบ"  กันอีก

ดูเหมือนว่า  ความเชื่อทางการแพทย์ส่วนหนึ่ง  หรือมีบางศาสนา

จ้องทำลาย มหาปุริสสลักษณะ  อันนี้ออกไปเสีย

ด้วยเหตุผลนานา

ซึ่งเราคงละเว้นข้อนี้ไปก่อน  ไม่เช่นนั้น  ก็อาจจะไม่ได้เล่านิทานเรื่อง

นายอำเภอหัวควย  ก็เป็นได้


กิรดังได้สดับมา

นายอำเภอหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวนายหนึ่ง  รับราชการใหม่ ๆ ก็ต้องการออกตรวจพื้นที่

ก็ได้มีนายสารถี  และมีชาวบ้านผู้ชำนาญทางออกร่วมขบวนไปด้วย

ไปถึงถนนเส้นหนึ่งหลุมมากเหลือเกิน

นายอำเภอก็ปรารถนาใคร่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของถนน

เพื่อว่าจะได้มาพัฒนาหรืออะไรทำนองนั้น

ก็ถามชาวบ้าน  เขาก็ตอบว่า

อันนี้ชื่อถนนหัวควยครับ

นายอำเภอก็นิ่งไปด้วยความตะลึง  คิดว่า  ชาวบ้านคงหัวร้อนกับสภาพดังนี้มาก

ถึงขนาดพูดจาคุยห์ ๆ ควย ๆ

ถนนหัวควย  ชาวบ้านย้ำ  เพราะใครนั่งรถผ่านถนนนี้  ก็หัวควยกันทั้งนั้นแหละครับ

ผมก็หัวควย  นายอำเภอก็หัวควย

(ฮา)


ว่าด้วยเรื่อง  นายอำเภอหัวควย  ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับต้นฉบับก็ได้  เพราะข้าพเจ้าก็เล่าไปเรื่อยเปื่อยตามประสา

สุขสันต์วันศุกร์ครับ

๕๕๕๕


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๑๘.๐๕.๒๕๖๑

ป.ล.  เรื่องคำพ้องแบบนี้  เราพบ และมีการละเล่นกันมาทุกยุคทุกสมัย

อย่างเช่นสมัยนี้ก็มีเพลงนี้  เป็นต้น

โปรดฟัง

https://www.youtube.com/watch?v=x9c2QxtJw5I



ภาวะลิ้นติด (Tongue tie) คิดว่า อันตรายแค่ไหน


จริง ๆ ว่าจะพูดเรื่องนี้นานแล้ว 
แต่ยังไม่มีโอกาสสักที 
ความจริงที่ไม่มีโอกาสสักทีเพราะยังหารูปที่สมบูรณ์ไม่ได้ 555
คือบางทีเราทำ ๆ  ไปก็ลืมถ่าย  หรือถ่ายตอนต้นไม่ได้ถ่ายตอนจบ  บางทีถ่ายแต่ตอนจบ  อ้าว  ตอนต้นหายไปไหน  อะไรทำนองนี้  ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า  ตรงนี้ก็เป็นกันแทบทุกคนแหละ  เวลาเราทำงานเรามักจะไม่ค่อยได้เก็บภาพเอาไว้หรอก  ทำแล้วก็แล้วไป  เพราะถ้าไม่อยู่ในสถาบันการเรียนการสอน  ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บภาพไว้ทำไม
ภาพอาจจะดูน่ากลัวไปหน่อย  แต่ถ้าเทียบกับการที่เราละเลยตรงนี้ไป  ความน่ากลัวของภาพจะเล็กน้อยลงทันทีเมื่อเทียบกับผลของมัน

เล่าเล่น ๆ  ให้ฟังอย่างไม่เป็นวิชาการก็แล้วกันนะครับ  เอาแบบเท่าที่นึกได้  เพราะไม่ค่อยมีเวลา  ท่านใดอยากรู้มากกว่านี้  หรือคิดว่ามีอะไรมากกว่านี้  ก็ลองเขียน ๆ  กันออกมานะครับ



ภาวะอย่างนี้เราเรียกกันว่า  ภาวะลิ้นติด  นะครับ  จริง ๆ  ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกกันอย่างนี้หรือเปล่า  แต่ข้าพเจ้าคิดเอาเองว่า  น่าจะเรียกว่าอย่างนี้  เพราะปกติเราไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการเรียกสิ่งเหล่านี้กัน  ( ขี้เกียจค้นกูเกิ้ลด้วย) เราจะชินปากกับคำว่า  tongue tie  มากกว่า  และเอาจริง ๆ  ในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครใคร่พูดว่า ankyloglossia  คือถ้าใครพูดคำหลังนี้น่าจะเป็นพวกบ้าวิชาการมาก ๆ  หรือไม่ก็เป็นหมอปลอม  5555

ภาวะลิ้นติดนี้เอาจริง ๆ  แก้ไขได้ง่ายมาก ๆ  คือ ตอนเกิดถ้าหมอเห็น ก็ตัดออกซะ  แต่เท่าที่ข้าพเจ้าคุยกับหมอ (ซึ่งความจริงคุณหมอท่านนี้มาทำฟันกับข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็ตรวจพบว่า  อ้าว  คุณหมอเป็น tongue tie 5555  ข้าพเจ้าก็เลยแนะนำให้ตัด  แล้วก็เลยได้คุยเรื่องนี้กัน  คุณหมอบอกว่า  ไปตรวจเด็ก ๆ  เนี่ยก็เจอเยอะนะภาวะแบบนี้  แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรก็แค่บอกผู้ปกครองว่า  ลิ้นติด  พอถามว่า  แล้วความจริงหมอสูติฯ เขาตัดหรือเปล่า  คุณหมอที่ให้ความเห็นก็บอกว่า  ก็ไม่เห็นตัดกัน  เขาอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของหมอเด็ก  แต่พอไปถามหมอเด็ก  หมอเด็กก็อาจจะบอกว่า  เป็นเรื่องของหมอฟัน  พอมาถามหมอฟัน  หมอฟันก็บอกว่า  อ้าว  ซวยแล้วกรูวววว  555  อันนี้แซวเล่น  ความจริงคือหมอฟันโดยทั่วไปก็ไม่ได้สนใจภาวะนี้กันนัก  หรือบางคนอาจสนใจแต่ก็มีปัญหาคือ  จะตัดยังไง  เพราะเอาเข้าจริง ๆ  แม้กระทั่งในโรงเรียนทันตแพทย์ระดับปริญญาตรี  ก็ไม่ได้มีเคสให้ฝึกทำเรื่องนี้อย่างจริง ๆ  จัง ๆ  สอนกันแต่ในตำราเท่านั้น  และพูดตามตรงก็คือ  ตลอดระยะเวลาของการเรียนหกปี  ข้าพเจ้าไม่เคยดูเคสตัดลิ้นเลย  (ก็อาจจะเป็นความไม่มีโชคก็ได้ที่ไม่มีตารางขึ้นคลินิกตอนที่มีเคสแบบนี้)    

แต่เอาจริง ๆ  แล้ว  การตัดลิ้นในภาวะแบบนี้นั้น  ทำได้  “ง่ายมาก ๆ”  คือ  ทำง่ายกว่าทำฟันคุดเสียอีก 
หมอฟันที่สนใจงานเหล่านี้  ก็สามารถฝึกทำด้วยตัวเองได้
ความเสียหายมีอะไรบ้าง  หากเราไม่ตัดลิ้น  ในภาวะลิ้นติด 
ถ้าเป็นหมอทั่วไปก็อาจจะบอกว่า  ทำให้เด็กดูดนมได้ไม่ดี  ดูดนมได้ไม่ดีแล้วยังไง  ก็เจริญเติบโตผิดปกติ
ถ้าเป็นหมอฟัน  หมอฟันก็อาจจะบอกว่า  ทำให้พูดไม่ชัด  ทำให้การสบฟันมีปัญหา  ฟันเรียงตัวไม่ดี
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล  คนที่น่าจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด  น่าจะเป็นหมอที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดฟัน 

มีคอนเซ็ปต์สมัยใหม่ว่าด้วยการจัดฟันว่า  
จัดฟันเขาเริ่มกันตั้งแต่เกิด (Orthodontics Start at Birth) 
ความจริงเป็นเรื่องชวนหัวว่า  แหม  เกิดมายังไม่มีฟันเลย  จะจัดฟันกันแล้วเหรอ 5555
แต่ความเป็นจริงกว่าก็คือ  แม้ว่าเกิดมายังไม่มีฟัน (จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่  แต่บางคนเกิดมาก็มีฟันเลยก็มีนะครับ  แต่เราจะยกเว้นกรณีนี้ไปก่อนก็แล้วกันเพราะว่ามัน “ไม่ปกติ”)  เราก็ไม่ควรลืมว่า  “หน่อฟัน”  น่ะ  เขาก็อยู่ในกระดูกเรียบร้อยแล้ว  และสิ่งสำคัญที่ทำให้ฟันอยู่ได้อย่างหนึ่งก็คือ  กระดูกขากรรไกรนั่นเอง
เป็นที่ทราบดีในหมู่แพทย์ทั่วไปว่า  ขากรรไกรบนและกระโหลกส่วนบนนั้น  เจริญเติบโตตามแรงดัน  เช่น  แรงดันของลูกตา  แรงดันของสมอง  หรือแม้กระทั่งแรงดันของลิ้น
ดังนั้น  การมีภาวะลิ้นติด  ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการเจริญของขากรรไกรบน  ซึ่งแน่นอนว่า  หากขากรรไกรบนโตไม่ได้ตามปกติ  อะไรจะตามมาบ้าง  ยกตัวอย่างคร่าว ๆ  เช่น  ฟันซ้อนเก (เพราะไม่มีที่ให้ฟันขึ้น)  ระบบการหายใจผิดปกติ  เนื่องจากพอขากรรไกรบนไม่ขยายตัวตามปกติ  ก็จะมีผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบ  การที่มีทางเดินหายใจตีบแคบนั้น  ก็ส่งผลหลายอย่าง  เช่น  ทำให้อากาศเวียนไม่สะดวก  เมื่ออากาศเวียนไม่สะดวกก็ส่งผลต่อระบบอื่น ๆ  ให้รวนเรไปหมด

เรามักมีข้อสังเกตว่า  เด็กที่มีขากรรไกรบนผิดปกติ  มักมีปัญหาอย่างอื่นตามมา  เช่น  นอนหลับไม่สนิท  มีอาการสมาธิสั้น  ไฮเปอร์  เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะเมื่อทางเดินหายใจตีบแคบ  ก็จะทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ  การที่เด็กเป็นไฮเปอร์  ขยุกขยิก  หรือต้องกระโดดโลดเต้นอยู่ตลอดเวลาก็เพื่อที่จะให้อากาศนั้นเข้าไปในร่างกายได้มากขึ้น  นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ถูกวินิจฉัยว่า  สมาธิสั้น  นั่นเอง  ซึ่งอาการสมาธิสั้นแบบนี้เราอาจเรียกว่าเป็นสมาธิสั้นแบบเทียม  คือมันเกิดจากสภาวะร่างกายที่ผิดปกติ  ถ้าเราแก้ไขตรงนี้ได้  สภาวะพวกนี้ก็อาจหายไป  
อันนี้ก็เล่าให้ฟังคร่าว ๆ  นะครับ  ถึงเรื่องราวว่า  ภาวะลิ้นติด  นั้น  ส่งผลเสียหายเพียงใด 
และผลเสียอีกอย่างที่นึกได้ก็คือ  เมื่อเด็กเริ่มหัดพูด  จะพูดไม่ได้  หรือพูดได้ไม่ชัด  ตรงนี้บางทีผู้ปกครองก็ไม่ได้เข้าใจปัญหาทั้งหมด  ก็อาจจะพาไปปรึกษา speech therapist  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการออกเสียงเหล่านี้บางคนก็ไม่ได้สังเกตว่า  ที่เด็กพูดไม่ชัดไม่ได้เป็นเพราะเขาพูดไม่ได้  แต่เป็นเพราะอวัยวะของเขาผิดปกติ  ก็จะพยายามเคี่ยวเข็ญกัน  ซึ่งสุดท้ายก็อาจได้ผลมาไม่เต็มร้อย
ภาวะลิ้นติด  นั้น  ทำให้พูดไม่ชัด  เมื่อพูดไม่ชัดก็มีผลโดยตรงต่อบุคลิกภาพ  ซึ่งแน่นอนว่า  มันส่งผลเสียถึงองค์รวมต่อสภาพร่างกายและจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง  บางทีไปโรงเรียนก็อาจโดนเพื่อนล้อ  โดนครูดุ  ไม่กล้าแสดงออก  สารพัดสารเพที่จะเกิดปัญหา  ทั้งที่ปัญหานี้มันแก้ได้ง่ายมาก ๆ  แค่  “ตัดมันซะ”

การตัดลิ้นนั้นไม่ยาก  และจริง ๆ ทันตแพทย์ทั่วไปสามารถทำได้  เคสแรกที่ข้าพเจ้าทำ  คือตั้งแต่สมัยไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนใหม่ ๆ  ที่เรียกกันว่า ไปใช้ทุน  นั่นแหละ
และเคสที่ทำก็ไม่ใช่คนทั่วไปด้วย  ก็เป็นหมอที่ไปใช้ทุนเหมือนกัน
คือคุณหมอคนนี้ก็จบไปใช้ทุนอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน  และก็มาทำฟันที่แผนก  ข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่า  อ้าว  หมอเป็น tongue tie นี่  ก็เลยชวนให้ตัด  ทั้ง ๆ  ที่ตอนนั้นยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว
แต่หมอเขาก็มั่นใจว่าเราสามารถทำได้  ก็ทำ
ก่อนทำก็เปิดตำราดูว่า  ต้องฉีดยายังไง  ตัดตรงไหน  เย็บยังไง  ระวังอะไรบ้าง  ทำออกมาก็สำเร็จได้ด้วยดี  ไม่มีปัญหาอะไร  ปัญหาอย่างเดียวคือ  ไม่มีไหมละลายให้ใช้  ต้องเย็บด้วยไหมดำ ๆ นั่นแหละ  แล้วก็ตัดไหมเอา  ก็ไม่มีปัญหาอะไร
และข้อสรุปสุดท้ายก็ได้คุณหมอคนนี้มาเป็นแฟน  5555  (แต่ตอนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นแฟนเก่าได้หลายปีแล้วนะครัช)

ทุกวันนี้พูดจริง ๆ  คือ  ข้าพเจ้าก็ได้ตัดลิ้นไปค่อนข้างมาก  เนื่องจากทำงานที่มันเกี่ยวข้องกับพวกนี้  ทำจนกระทั่ง  แค่เราได้ยินเขาพูดเราก็รู้แล้วว่า  ลิ้นเขาเป็นอย่างไร  หรือบางที  แค่เราสังเกตฟันหน้าล่าง เวลาเขาพูด  เราก็รู้เลยว่า  คนนี้มี tongue tie ไหม

Tongue tie  ค่อนข้างสำคัญสำหรับทันตแพทย์ที่ทำงานจัดฟันเหมือนกันนะครับ  แม้ว่า  บางเคสที่ไม่หนักหนา  แต่เท่าที่สังเกต  คนไข้ที่มี tongue tie  แต่ไม่ได้ตัดออกและผ่านการจัดฟันมาแล้ว  ฟันมักจะกลับคืนสภาพ  คือพูดง่าย ๆ  เป็นภาษาบ้าน ๆ  ว่า  ฟันเคยเก  จัดเสร็จ  เวลาผ่าน  กลับมาเกเหมือนเดิม (....ได้ไหมเธออออ #ผิด 5555)  ว่างั้นเถอะ  หรือคนไข้บางคน  ตอนหนุ่ม ๆ  สาว ๆ  ฟันก็ไม่เกเท่าไหร่  พออายุมากขึ้นฟันเกมากขึ้น  เพราะเหตุจาก tongue tie ก็มี

ตัวอย่างเคส

น้องอายุ  13 ปี  จะเห็นว่า  ภาวะลิ้นติดตรงนี้ค่อนข้างรุนแรง  คือติดเกือบถึงปลายลิ้น 


การรักษาก็คือ  ตัดออก  ดังภาพ




จริง ๆ  ถ้าตัดด้วยเครื่องตัดไฟฟ้า  ก็อาจไม่มีเลือดออกมากขนาดนี้

ตัดเสร็จลิ้นก็ยาวเลย



อันนี้เย็บไหมละลาย 

เคสนี้เพิ่งทำเสร็จไปเมื่อกี้นี้

ทำเสร็จก็มาโพสต์เลย

ยังไม่มีรูปภาพตอนแผลหาย  5555

ถ้าว่าง ๆ  ก็เดี๋ยวจะเอามาลงนะครับ

ส่วนกระบวนการทำ  เป็นอย่างไร  คิดว่า  ใน Textbook ก็น่าจะมีบอก  ลองหาอ่านกันได้ครับ


ขอให้ทุกคนมีสุขภาพดี

ธัชชัย  ธัญญาวัลย



10 ปีที่ผ่านไป ของ มิสทีนไทยแลนด์ ทั้ง 5



พอดี หลายวันก่อน ข้าพเจ้าอ่านข่าว อาเมเรีย ที่มีเรื่องเสพยาเสพติด จริง ๆ ไม่ค่อยได้สนใจข่าวนี้สักเท่าไหร่ และจริง ๆ ข้าพจ้าก็ไม่ค่อยสนใจข่าวทุกข่าวสักเท่าไหร่แล้ว ณ ปัจจุบัน คือ อ่านผ่าน ๆ รับรู้เท่านั้น ไม่ทำปฏิกิริยาตอบสนอง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะขี้เกียจ คือ ขี้เกียจวิพากษ์พูดคุย ชีวิตคนที่แก่แล้วก็ควรอยู่อย่างสงบเงียบไปอะไรไป
สมัยก่อน เมื่อยังเป็นหนุ่ม ๆ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 10 ฉบับเป็นอย่างน้อย เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอ่านเท่าไหร่ ข่าวสารมันเยอะเกิน
.
พูดเรื่อง อาเมเรีย กันต่อ จริง ๆ ไม่ได้จะพูดเรื่องอาเมเรีย คือ ดาราเสพยามันก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่อะไรเกินความคาดหมาย
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ข้าพเจ้าดันไปเจอภาพของเหล่ามิสทีนไทยแลนด์ ในปีที่อาเมเรียได้รางวัลพอดี และสิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจไม่ใช่อาเมเรีย แต่เป็น น้องผู้หญิงคนซ้ายสุด
คือ ถ้าข้าพเจ้าเป็นกรรมการ ข้าพเจ้าจะให้น้องคนซ้ายสุดนี่แหละ ได้รางวัล 5555
แต่ก็อย่างว่า การประกวดนางงามเวทีไหนก็ตามเถอะ มันจะมีรูปแบบหรือมีนอกมีในที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า มันไม่ใช่การประกวดนางงามหรอก มันเป็นเรื่องอื่น
.
ข้าพเจ้าพยายามไปเสิร์จดูว่า คนซ้ายสุดนี่ชื่ออะไร แต่ด้วยความที่ข้อมูลมันผ่านมาหลายปี และประกอบกับทำงานในมือถือที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรในช่วงนั้น ทำให้การค้นหาเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่นั่นไม่ใช่ข้อเสีย กลับเป็นข้อดี
เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ข้อมูลอื่น ๆ ด้วย
.
ข้าพเจ้าจะไล่มาจากทางด้านขวาก่อนก็แล้วกัน ว่า
ปัจจุบันนี้ นางงามรุ่นเยาว์ของเราได้กลายเป็นใครกันบ้าง
ขวาสุด ชื่อว่า พรรณประภา ยงค์ตระกูล หรือ บุ๋ม ตำแหน่งรองอันดับ 2 ถ้าใครสนใจการประกวดนางงามก็น่าจะทราบดีว่า บุ๋มก็คือนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ผ่านมาอีกไม่กี่ปี เธอก็ได้ตำแหน่ง นางสาวไทย ไปครอง นับเป็นความพยายามอย่างสูงสุด ตอนนี้บุ๋มกลายเป็นคุณหมอเต็มตัวแล้ว และข่าวล่าสุดที่ข้าพเจ้าเห็นจากการค้นข้อมูลก็คือ "จับวิศวกรแม่เมาะ-แฟนหมอ รพ.ลำปางแอบถ่าย “หมอบุ๋ม” อดีต นส.ไทยเปลี่ยนเสื้อผ้า"
.
ถัดมา คือคนที่ยืนอยู่ซ้ายมือของอาเมเรีย นั่นเอง คนนี้ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ซึ่งดูจากหน้าตาแล้ว หลายคนอาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าพูดชื่อขึ้นมาว่า คนนี้แหละคือ มิน พีชญา ก็ต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว เพราะเธอมาไกลมากกกก
.
คนถัดมา ตรงกลาง ก็คือ อาเมเรีย อันนี้ไม่ต้องพูดมาก
.
คนถัดมา ยืนชิดขวามือของอาเมเรีย หรือ คนที่ 2 นับจากซ้าย คนนี้ชื่อ เกศสุดา มานะทวีเกียรติ หรือ จูน เป็นสิ่งที่แปลกอย่างยิ่ง
นอกจากข่าวมิสทีนไทยแลนด์แล้ว ก็ไม่ปรากฏชื่อจูนอยู่ที่ไหนอีกเลย ทำให้ไม่ทราบว่า ตอนนี้จูนทำอะไรอยู่ที่ไหนหรือเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเป็นอะไรก็ไม่ทราบ
จริง ๆ มันก็คงไม่แปลกอะไร หากคนที่ชื่อจูน จะหายไปจากวงการบันเทิง แม้ว่าจะได้รางวัลรองอันดับ 2
คือถ้าเราดูเรื่องฐานะทางสังคมของเด็กที่เข้ารอบมา และความนิยมในสมัยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่อาเมเรียจะได้รางวัลชนะเลิศ
แม้ว่า ขณะนั้น น้องบุ๋ม จะเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สิ่งหนึ่งที่บุ๋มยังไม่ผ่าน (ซึ่งเราไม่พูดออกอากาศก็แล้วกัน)
.
กลับมาที่สาวสวยคนสุดท้ายของเวที ซ้ายสุด
สิรัชชา พัชรฑีฆะสุข หรือ ฟ้า
ความจริง ไม่ใช่เรื่องสวยหรือไม่สวย ที่ข้าพเจ้าคิดว่า คนคนนี้เป็นคนน่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ
สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจคือ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่มีโหงวเฮ้งดี
พูดตามตรงก็คือ ในภาพนี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่าใครเป็นใคร เพราะไม่ได้สนใจการประกวดเวทีนี้สักเท่าไหร่
ถ้าข้าพเจ้าไม่ค้นกูเกิ้ล ข้าพเจ้าก็รู้จากข่าวว่า คนกลางคืออาเมเรียเท่านั้น
ดังนั้น อคติจากการรู้ผลลัพธ์จึงไม่มีในข้าพเจ้า
.
คนซ้ายสุดโหงวเฮ้งดี
แต่แปลกที่ไม่ดัง แต่ความจริงก็ไม่แปลกอะไรที่ไม่ดัง (เราจะละเว้นออกอากาศในเรื่องนี้เช่นกัน อิอิ)
แต่ทว่า ถ้าใครติดตามข่าวสารทางธุรกิจ หรือข่าวคนแวดวงไฮโซ จะรู้ดีว่า น้องฟ้า ซึ่งความจริงเราเรียกอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เราต้องเรียกว่า คุณฟ้า เป็นคนที่จู่ ๆ ก็เป็นที่กล่าวขวัญกันขึ้นมา (เมื่อประมาณ 6 ปีก่อน)
เนื่องจาก เธอได้แต่งงานกับ เสี่ยอี๊ด สุทธิพงษ์ อัมพุช
ซึ่งถ้าใครสนใจข่าวบันเทิงแต่ไม่สนใจข่าวธุรกิจ ก็อาจจะพอทราบว่า เสี่ยอี๊ด เป็นคนที่มีข่าวกับดาราดังหลายคน อาทิ แพนเค้ก
แต่ถ้าใครสนใจข่าวธุรกิจ หรือแม้แต่คนไม่สนใจข่าวธุรกิจ แต่สนใจนามสกุล ก็ต้องรู้เป็นอย่างดีว่า ตระกูลอัมพุช ก็คือเจ้าของห้างเดอะมอลล์ ห้างเอ็ม ๆ ทั้งหลาย (เช่น เอ็มควอเทียร์) สยามพารากอน และอื่น ๆ
.
เสี่ยอี๊ดแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ 52 ปี (หลังจากเลือกสรรมานานนน)
แน่นอน กับ น้องฟ้า มิสทีนไทยแลนด์ 2006 ของเรานั่นเอง ตอนที่แต่งงานนั้น น้องฟ้ามีอายุ 23 ปี
ไม่รุ่งเรืองในวงการบันเทิง แต่รุ่งเรืองในการแต่งงานว่างั้นเถอะ
แต่เอาจริง ๆ แม้น้องฟ้าจะไม่รุ่งเรืองในวงการบันเทิง
แต่ก็มีคนถามข่าวหาอยู่เสมอ ที่เห็นล่าสุดคือ มีคนตั้งกระทู้พันทิปถามถึงว่า น้องฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง
แต่เมื่อเปิดเข้าไปดู ก็ต้องตกใจ เพราะว่า ไม่มีใครตอบกระทู้แม้แต่คนเดียว  (กระทู้นี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2558)
ผิดกับจูน ซึ่งไม่มีอะไรปรากฏเลยแม้แต่น้อย และแน่นอนว่า นี่คือความน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง (ฮา)
.
อย่างไรก็ดี การแต่งงานกับตระกูลเศรษฐี ไฮโซ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ การได้สามีเป็นเศรษฐีถึงคนอื่นจะค่อนแคะหรือมองว่าไม่ใช่การประสบความสำเร็จแต่มันก็สำเร็จที่สุดแล้ว
ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของชีวิต
มันก็ไม่มีอะไรแน่นอน แม้กระทั่งนางเอกที่เรียกว่าไม่มีที่ติ ก็ยังแง้ม ๆ ข่าวมาว่าขาเตียงหัก แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอก เตียงไม่หักก็มีถมถืด การเป็นคนมีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะดีพร้อมเสมอไป
.
แค่ 5 คนบนเวที ก็มีเรื่องให้เขียนเยอะมาก จริง ๆ เขียนเป็นนิยายได้ 5 เรื่องเลยด้วยซ้ำ 5555 แต่ก็นั่นแหละ...
.
จบข่าวดีกว่าครับ
พบกันใหม่ในเวลาอันสมควร

ธัชชัย ธัญญาวัลย
22/09/2560



ทำไมนักเขียนยุคใหม่ที่แจ้งเกิดจากนิตยสารจึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน : จิตวิทยาว่าด้วยการเป็นที่รู้จักของนักเขียน






ทำไมนักเขียนยุคใหม่ที่แจ้งเกิดจากนิตยสารจึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน : จิตวิทยาว่าด้วยการเป็นที่รู้จักของนักเขียน



อย่างที่เราเคยพูดกันไปเกี่ยวกับนิตยสาร  ในบทความก่อน  (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน)  ว่าด้วยการล่มสลายของนิตยสารและอำนาจการควบคุมทางวรรณกรรม  หากไม่เป็นการอคตินัก  เราก็คงจะรับรู้ได้บ้างว่า  การแจ้งเกิดของนักเขียนยุคใหม่นั้น  ไม่ได้มีช่องทางเดียวคือ  “สื่อกระดาษ”  อีกแล้ว

หากเราสังเกตแวดวงหนังสือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  เราจะเห็นได้ว่า  มีหนังสือจำนวนหนึ่งถูกพิมพ์ขึ้นเพราะว่า  มีกลุ่มนักอ่านจากเว็บไซต์ให้ความสนใจเป็นอย่างสูง  เว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเป็น  เด็กดี.คอม  หรือ เว็บบอร์ดอย่าง พันทิป  ก็นับได้  และหากเราไม่หลับใหลจนเกินไป  ยังมีนักขียนบางส่วนที่ผลงานได้รับการตีพิมพ์เพราะว่า E-book ของพวกเขาและเธอเหล่านั้นขายดีเหลือเกิน

และเมื่อไม่นานนัก  เราก็ได้พบว่า  เจ้าของเพจต่าง ๆ  มีหนังสือออกมาให้แฟน ๆ  ได้ซื้อหากันนับไม่ถ้วน  เพจดราม่า  เพจหมี  เพจการ์ตูน  หรือแม้กระทั่งเพจหมอต่าง ๆ  ผลิตหนังสือออกมาสู่ตลาดกันเยอะแยะมากมาย

นั่นหมายความว่า  การที่จะเกิดเป็นหรือเกิดมีนักเขียนขึ้นมาสักคนในประเทศนี้  หรือในโลกใบนี้  เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงสื่อกระดาษ  อย่าง  นิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  อีกต่อไป  และนอกเหนือจากจะพึ่งพิงไม่ได้แล้ว  สื่อกระดาษเหล่านี้เองก็ยังอาจจะไม่สามารถเอาตัวให้รอดได้เสียอีก  ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านแห่งการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ (Platform) แห่งการนำเสนอความคิด  จึงเกิดคำถามขึ้นว่า  ตกลงแล้ว  “นักเขียน”  คือใคร  และนักเขียนสมัยใหม่  กับนักเขียนสมัยเก่า  แตกต่างกันหรือไม่
นอกจากนักเขียนสมัยใหม่กับสมัยเก่าแล้ว  ท่าที  หรือการทำงานของนักเขียน  จะเป็นไปในทิศทางใด
ในเมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว  สื่อยักษ์ใหญ่ไม่สามารถกำหนด  ตัดสิน  ชี้ชะตา  หรือแม้กระทั่งชี้นำสังคมได้อีก  นั่นก็เท่ากับว่า  นักเขียนก็ไม่สามารถเป็นผู้ถือเทียนนำทางแก่ประชาชนอื่น ๆ  ได้อีกต่อไปเช่นกัน
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่  ที่โซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสังคม
ในสภาพการณ์ที่คนธรรมดา  ก็สามารถเป็นนักข่าว  เป็นนักเขียน  และเป็นผู้ส่งสาร  ให้คนอื่น ๆ  ในสังคมรับทราบ  แบ่งปัน    และคนธรรมดาก็มีสิทธิ์ที่จะเขียน  นำเสนอ  เรื่องราวต่าง ๆ  ให้เป็นที่ประจักษ์  มิหนำหลาย ๆ  ครั้ง(หรืออาจจะทุกครั้ง)เราพบว่า  นักเขียน-นักข่าวสมัครเล่นเหล่านี้ได้รับความนิยมมากกว่าข้อเขียนหรือข่าวหรือสิ่งที่ผู้เป็น “นักเขียนมืออาชีพ” เขียนและนำเสนอเสียอีก  ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า  นักเขียน  ยังจำเป็นอยู่หรือไม่  อย่างไร

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา  ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงกันในคราวนี้
ในครั้งนี้เราจะพูดถึงว่า  ถ้านักเขียนยังคงอยู่  นักเขียน  จะทำตัวให้เป็นที่รู้จัก  ได้อย่างไร  

ความจริงมันเหมือนคำตอบสำเร็จรูป  แต่แม้มันจะเป็นคำตอบสำเร็จรูปอย่างไรก็ตาม  ความเชื่อของคนบางกลุ่มก็ไม่ได้มีในคำตอบสำเร็จรูปต่าง ๆ  เหล่านี้แต่อย่างใด

ถ้าเราพูดถึงการตลาด  การโฆษณาประชาสัมพันธ์  เรามีคำถามว่า  ทำไม  ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  คนซื้อทุกวัน  วันละจำนวนมาก  จึงยังมีการ “โฆษณา”  กันอยู่อย่างสม่ำเสมอ
คำตอบของคำถามนี้กว้างขวางมาก  ไม่ว่าจะเป็น  เพราะคนเกิดใหม่ทุกวัน  คนเติบโตทุกวัน  อย่างนี้เป็นต้น  นอกจากการเติบโตของผู้คนแล้ว  เรายังมีเป้าหมายอย่างอื่นอีกหรือไม่สำหรับคนที่เคยเห็นเคยสัมผัสอยู่แล้ว
การยกตัวอย่างอาจเป็นเช่นว่า  โคคา-โคล่า  ผลิตภัณฑ์นี้มีมายาวนาน  มีชื่อเสียง  และเป็นเบอร์หนึ่งของผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในโลก  แต่  โคคา-โคล่า  ยังมีการโฆษณาอยู่เสมอ  ทำไม  โคคา-โคล่า  จึงไม่หยุดโฆษณาทั้ง ๆ  ที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ตัวหมดแล้ว  นั่นก็เป็นคำตอบว่า  ทำไมนักเขียนต้องทำตนให้เป็นที่รู้จัก "อยู่เสมอ"

การรู้จักมักคุ้นต่อผู้อ่านของนักเขียนในอดีต  คือการที่นักเขียนมีผลงานทางนิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  ถ้านักเขียนคนใดเป็นคอลัมนิสต์ด้วยแล้ว  ก็จะยิ่งได้เปรียบในการสื่อสารกับคนหมู่มาก  รวมถึงการ "มักคุ้น" กับคนหมู่มาก
หรือแม้นักเขียนที่ไม่ได้เป็นคอลัมนิสต์หากมีเรื่องสั้น  หรือนวนิยาย  ลงในนิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  ก็ย่อมได้เปรียบในการชิงพื้นที่  และย่อมส่งผลต่อยอดขาย  “หนังสือเล่ม”  ของนักเขียนเอง  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความกลับหัวกลับหางเกิดขึ้นเมื่อมีสื่อสมัยใหม่อย่างโซเชียลมีเดีย  
การณ์กลับเป็นว่า  นักเขียนที่มีผลงานลงนิตยสาร  ไม่ได้มีผลต่อยอดขายหนังสือเล่มอย่างที่ควรจะเป็น  เผลอ ๆ  หากเป็นนักเขียนที่ยังไม่มีชื่อเสียง  ก็แทบไม่มีผลเลยแม้แต่น้อย

ความก็ต้องย้อนกลับไปที่บทความในข้างต้น (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน) ที่ว่าด้วยการรับข้อมูลข่าวสารของคนในยุคใหม่
แน่นอน  ย่อมมีคนบางกลุ่มอ่านนิตยสารและหน้าดำหน้าแดงคร่ำเคร่งคอยสอดส่องดูว่า  จะมีงานของนักเขียนคนไหนลงนิตยสารบ้าง  ซึ่งนั่นก็คือ  นักเขียนด้วยกันเอง  และหากเราจะนับดูแล้ว  จำนวนของนักเขียนเหล่านี้น่าจะน้อยกว่าจำนวนสาขาร้านสะดวกซื้อยอดนิยมเสียอีก  นั่นหมายความว่า  ผู้อ่าน  หรือคนทั่วไปที่อ่านหนังสือ  และจบสิ้นพันธกิจกับนิตยสารแล้ว  ย่อมไม่มีวันได้รับทราบการมีอยู่ของนักเขียนในนิตยสารแม้แต่น้อย
เมื่อไม่รู้จัก  และไม่คุ้นเคย  หลักการของการตลาด  ที่ว่าด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์  ก็จะตอบคำถามให้ว่า  ทำไม  เมื่อนักเขียนที่เคยมีผลงานลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร  จึงไม่มีฐานแฟนคลับคอยสนับสนุนเลย  

หน้าเพจ  หรือเฟซบุ๊ก  เป็นเหมือนสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่แทนนิตยสาร  ในแง่ของ  “ความคุ้นเคย”  
หลักการทางจิตวิทยาง่าย ๆ  มีอยู่ว่า  ผู้คนจะซื้อของก็ต่อเมื่อเขาคุ้นเคยกับสิ่งของนั้นมาก่อนแล้ว  มันก็อาจจะมีบ้างสำหรับผู้คนที่ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์  แต่นั่นไม่ได้หมายความถึงคนทั่วไปหรือคนกลุ่มใหญ่ที่จะให้การสนับสนุนนักเขียนของเรา  
และนั่นก็คือคำตอบว่า  เหตุใดนักเขียนยุคใหม่ที่มีผลงานลงนิตยสารสม่ำเสมอ  จึงมียอดขายหนังสือหรือฐานแฟนคลับใกล้เคียงกับศูนย์  
และนั่นก็คือคำตอบว่า  ทำอย่างไร  นักเขียน  จึงจะอยู่รอดต่อไปได้บ้าง  หากคุณยังรักที่จะเขียน

แต่...  
ณ  ที่นี้  เรายังไม่ได้พูดถึงว่า  นักเขียนต้องปรับตัวอย่างไร  หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่  นอกจากการ  “เขียน”  ซึ่งเป็นสิ่งหลัก  และความจริงแล้ว  นักเขียนควรต้องทำอย่างนั้นหรือไม่  ในยุคสมัยที่คนหนึ่งคนต้องมีทักษะหลายอย่าง  เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมของโลกทุกวันนี้
ก็ไม่แน่  เราอาจจะได้พูดกันในวันถัดไป  หรืออาจไม่  ซึ่งจุดนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความสะดวกจะอำนวย


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
17 กันยายน 2560



คำเตือน : บทความนี้เป็นทัศนคติของบุคคลเพียงคนเดียว  

ผังบูธ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 Book Expo Thailand 2017

18-29  ตุลาคม 2560 นี้

ArtyHOUSE ของเรา อยู่ที่

บูธ W09

โซนเอเทรียม  นะครับ




แผนผังโซนอื่น ๆ