10 ปีที่ผ่านไป ของ มิสทีนไทยแลนด์ ทั้ง 5



พอดี หลายวันก่อน ข้าพเจ้าอ่านข่าว อาเมเรีย ที่มีเรื่องเสพยาเสพติด จริง ๆ ไม่ค่อยได้สนใจข่าวนี้สักเท่าไหร่ และจริง ๆ ข้าพจ้าก็ไม่ค่อยสนใจข่าวทุกข่าวสักเท่าไหร่แล้ว ณ ปัจจุบัน คือ อ่านผ่าน ๆ รับรู้เท่านั้น ไม่ทำปฏิกิริยาตอบสนอง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะขี้เกียจ คือ ขี้เกียจวิพากษ์พูดคุย ชีวิตคนที่แก่แล้วก็ควรอยู่อย่างสงบเงียบไปอะไรไป
สมัยก่อน เมื่อยังเป็นหนุ่ม ๆ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 10 ฉบับเป็นอย่างน้อย เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอ่านเท่าไหร่ ข่าวสารมันเยอะเกิน
.
พูดเรื่อง อาเมเรีย กันต่อ จริง ๆ ไม่ได้จะพูดเรื่องอาเมเรีย คือ ดาราเสพยามันก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่อะไรเกินความคาดหมาย
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ข้าพเจ้าดันไปเจอภาพของเหล่ามิสทีนไทยแลนด์ ในปีที่อาเมเรียได้รางวัลพอดี และสิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจไม่ใช่อาเมเรีย แต่เป็น น้องผู้หญิงคนซ้ายสุด
คือ ถ้าข้าพเจ้าเป็นกรรมการ ข้าพเจ้าจะให้น้องคนซ้ายสุดนี่แหละ ได้รางวัล 5555
แต่ก็อย่างว่า การประกวดนางงามเวทีไหนก็ตามเถอะ มันจะมีรูปแบบหรือมีนอกมีในที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า มันไม่ใช่การประกวดนางงามหรอก มันเป็นเรื่องอื่น
.
ข้าพเจ้าพยายามไปเสิร์จดูว่า คนซ้ายสุดนี่ชื่ออะไร แต่ด้วยความที่ข้อมูลมันผ่านมาหลายปี และประกอบกับทำงานในมือถือที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรในช่วงนั้น ทำให้การค้นหาเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่นั่นไม่ใช่ข้อเสีย กลับเป็นข้อดี
เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ข้อมูลอื่น ๆ ด้วย
.
ข้าพเจ้าจะไล่มาจากทางด้านขวาก่อนก็แล้วกัน ว่า
ปัจจุบันนี้ นางงามรุ่นเยาว์ของเราได้กลายเป็นใครกันบ้าง
ขวาสุด ชื่อว่า พรรณประภา ยงค์ตระกูล หรือ บุ๋ม ตำแหน่งรองอันดับ 2 ถ้าใครสนใจการประกวดนางงามก็น่าจะทราบดีว่า บุ๋มก็คือนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ผ่านมาอีกไม่กี่ปี เธอก็ได้ตำแหน่ง นางสาวไทย ไปครอง นับเป็นความพยายามอย่างสูงสุด ตอนนี้บุ๋มกลายเป็นคุณหมอเต็มตัวแล้ว และข่าวล่าสุดที่ข้าพเจ้าเห็นจากการค้นข้อมูลก็คือ "จับวิศวกรแม่เมาะ-แฟนหมอ รพ.ลำปางแอบถ่าย “หมอบุ๋ม” อดีต นส.ไทยเปลี่ยนเสื้อผ้า"
.
ถัดมา คือคนที่ยืนอยู่ซ้ายมือของอาเมเรีย นั่นเอง คนนี้ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ซึ่งดูจากหน้าตาแล้ว หลายคนอาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าพูดชื่อขึ้นมาว่า คนนี้แหละคือ มิน พีชญา ก็ต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว เพราะเธอมาไกลมากกกก
.
คนถัดมา ตรงกลาง ก็คือ อาเมเรีย อันนี้ไม่ต้องพูดมาก
.
คนถัดมา ยืนชิดขวามือของอาเมเรีย หรือ คนที่ 2 นับจากซ้าย คนนี้ชื่อ เกศสุดา มานะทวีเกียรติ หรือ จูน เป็นสิ่งที่แปลกอย่างยิ่ง
นอกจากข่าวมิสทีนไทยแลนด์แล้ว ก็ไม่ปรากฏชื่อจูนอยู่ที่ไหนอีกเลย ทำให้ไม่ทราบว่า ตอนนี้จูนทำอะไรอยู่ที่ไหนหรือเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเป็นอะไรก็ไม่ทราบ
จริง ๆ มันก็คงไม่แปลกอะไร หากคนที่ชื่อจูน จะหายไปจากวงการบันเทิง แม้ว่าจะได้รางวัลรองอันดับ 2
คือถ้าเราดูเรื่องฐานะทางสังคมของเด็กที่เข้ารอบมา และความนิยมในสมัยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่อาเมเรียจะได้รางวัลชนะเลิศ
แม้ว่า ขณะนั้น น้องบุ๋ม จะเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สิ่งหนึ่งที่บุ๋มยังไม่ผ่าน (ซึ่งเราไม่พูดออกอากาศก็แล้วกัน)
.
กลับมาที่สาวสวยคนสุดท้ายของเวที ซ้ายสุด
สิรัชชา พัชรฑีฆะสุข หรือ ฟ้า
ความจริง ไม่ใช่เรื่องสวยหรือไม่สวย ที่ข้าพเจ้าคิดว่า คนคนนี้เป็นคนน่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ
สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจคือ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่มีโหงวเฮ้งดี
พูดตามตรงก็คือ ในภาพนี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่าใครเป็นใคร เพราะไม่ได้สนใจการประกวดเวทีนี้สักเท่าไหร่
ถ้าข้าพเจ้าไม่ค้นกูเกิ้ล ข้าพเจ้าก็รู้จากข่าวว่า คนกลางคืออาเมเรียเท่านั้น
ดังนั้น อคติจากการรู้ผลลัพธ์จึงไม่มีในข้าพเจ้า
.
คนซ้ายสุดโหงวเฮ้งดี
แต่แปลกที่ไม่ดัง แต่ความจริงก็ไม่แปลกอะไรที่ไม่ดัง (เราจะละเว้นออกอากาศในเรื่องนี้เช่นกัน อิอิ)
แต่ทว่า ถ้าใครติดตามข่าวสารทางธุรกิจ หรือข่าวคนแวดวงไฮโซ จะรู้ดีว่า น้องฟ้า ซึ่งความจริงเราเรียกอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เราต้องเรียกว่า คุณฟ้า เป็นคนที่จู่ ๆ ก็เป็นที่กล่าวขวัญกันขึ้นมา (เมื่อประมาณ 6 ปีก่อน)
เนื่องจาก เธอได้แต่งงานกับ เสี่ยอี๊ด สุทธิพงษ์ อัมพุช
ซึ่งถ้าใครสนใจข่าวบันเทิงแต่ไม่สนใจข่าวธุรกิจ ก็อาจจะพอทราบว่า เสี่ยอี๊ด เป็นคนที่มีข่าวกับดาราดังหลายคน อาทิ แพนเค้ก
แต่ถ้าใครสนใจข่าวธุรกิจ หรือแม้แต่คนไม่สนใจข่าวธุรกิจ แต่สนใจนามสกุล ก็ต้องรู้เป็นอย่างดีว่า ตระกูลอัมพุช ก็คือเจ้าของห้างเดอะมอลล์ ห้างเอ็ม ๆ ทั้งหลาย (เช่น เอ็มควอเทียร์) สยามพารากอน และอื่น ๆ
.
เสี่ยอี๊ดแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ 52 ปี (หลังจากเลือกสรรมานานนน)
แน่นอน กับ น้องฟ้า มิสทีนไทยแลนด์ 2006 ของเรานั่นเอง ตอนที่แต่งงานนั้น น้องฟ้ามีอายุ 23 ปี
ไม่รุ่งเรืองในวงการบันเทิง แต่รุ่งเรืองในการแต่งงานว่างั้นเถอะ
แต่เอาจริง ๆ แม้น้องฟ้าจะไม่รุ่งเรืองในวงการบันเทิง
แต่ก็มีคนถามข่าวหาอยู่เสมอ ที่เห็นล่าสุดคือ มีคนตั้งกระทู้พันทิปถามถึงว่า น้องฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง
แต่เมื่อเปิดเข้าไปดู ก็ต้องตกใจ เพราะว่า ไม่มีใครตอบกระทู้แม้แต่คนเดียว  (กระทู้นี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2558)
ผิดกับจูน ซึ่งไม่มีอะไรปรากฏเลยแม้แต่น้อย และแน่นอนว่า นี่คือความน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง (ฮา)
.
อย่างไรก็ดี การแต่งงานกับตระกูลเศรษฐี ไฮโซ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ การได้สามีเป็นเศรษฐีถึงคนอื่นจะค่อนแคะหรือมองว่าไม่ใช่การประสบความสำเร็จแต่มันก็สำเร็จที่สุดแล้ว
ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของชีวิต
มันก็ไม่มีอะไรแน่นอน แม้กระทั่งนางเอกที่เรียกว่าไม่มีที่ติ ก็ยังแง้ม ๆ ข่าวมาว่าขาเตียงหัก แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอก เตียงไม่หักก็มีถมถืด การเป็นคนมีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะดีพร้อมเสมอไป
.
แค่ 5 คนบนเวที ก็มีเรื่องให้เขียนเยอะมาก จริง ๆ เขียนเป็นนิยายได้ 5 เรื่องเลยด้วยซ้ำ 5555 แต่ก็นั่นแหละ...
.
จบข่าวดีกว่าครับ
พบกันใหม่ในเวลาอันสมควร

ธัชชัย ธัญญาวัลย
22/09/2560



ทำไมนักเขียนยุคใหม่ที่แจ้งเกิดจากนิตยสารจึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน : จิตวิทยาว่าด้วยการเป็นที่รู้จักของนักเขียน






ทำไมนักเขียนยุคใหม่ที่แจ้งเกิดจากนิตยสารจึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน : จิตวิทยาว่าด้วยการเป็นที่รู้จักของนักเขียน



อย่างที่เราเคยพูดกันไปเกี่ยวกับนิตยสาร  ในบทความก่อน  (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน)  ว่าด้วยการล่มสลายของนิตยสารและอำนาจการควบคุมทางวรรณกรรม  หากไม่เป็นการอคตินัก  เราก็คงจะรับรู้ได้บ้างว่า  การแจ้งเกิดของนักเขียนยุคใหม่นั้น  ไม่ได้มีช่องทางเดียวคือ  “สื่อกระดาษ”  อีกแล้ว

หากเราสังเกตแวดวงหนังสือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  เราจะเห็นได้ว่า  มีหนังสือจำนวนหนึ่งถูกพิมพ์ขึ้นเพราะว่า  มีกลุ่มนักอ่านจากเว็บไซต์ให้ความสนใจเป็นอย่างสูง  เว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเป็น  เด็กดี.คอม  หรือ เว็บบอร์ดอย่าง พันทิป  ก็นับได้  และหากเราไม่หลับใหลจนเกินไป  ยังมีนักขียนบางส่วนที่ผลงานได้รับการตีพิมพ์เพราะว่า E-book ของพวกเขาและเธอเหล่านั้นขายดีเหลือเกิน

และเมื่อไม่นานนัก  เราก็ได้พบว่า  เจ้าของเพจต่าง ๆ  มีหนังสือออกมาให้แฟน ๆ  ได้ซื้อหากันนับไม่ถ้วน  เพจดราม่า  เพจหมี  เพจการ์ตูน  หรือแม้กระทั่งเพจหมอต่าง ๆ  ผลิตหนังสือออกมาสู่ตลาดกันเยอะแยะมากมาย

นั่นหมายความว่า  การที่จะเกิดเป็นหรือเกิดมีนักเขียนขึ้นมาสักคนในประเทศนี้  หรือในโลกใบนี้  เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงสื่อกระดาษ  อย่าง  นิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  อีกต่อไป  และนอกเหนือจากจะพึ่งพิงไม่ได้แล้ว  สื่อกระดาษเหล่านี้เองก็ยังอาจจะไม่สามารถเอาตัวให้รอดได้เสียอีก  ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านแห่งการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ (Platform) แห่งการนำเสนอความคิด  จึงเกิดคำถามขึ้นว่า  ตกลงแล้ว  “นักเขียน”  คือใคร  และนักเขียนสมัยใหม่  กับนักเขียนสมัยเก่า  แตกต่างกันหรือไม่
นอกจากนักเขียนสมัยใหม่กับสมัยเก่าแล้ว  ท่าที  หรือการทำงานของนักเขียน  จะเป็นไปในทิศทางใด
ในเมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว  สื่อยักษ์ใหญ่ไม่สามารถกำหนด  ตัดสิน  ชี้ชะตา  หรือแม้กระทั่งชี้นำสังคมได้อีก  นั่นก็เท่ากับว่า  นักเขียนก็ไม่สามารถเป็นผู้ถือเทียนนำทางแก่ประชาชนอื่น ๆ  ได้อีกต่อไปเช่นกัน
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่  ที่โซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสังคม
ในสภาพการณ์ที่คนธรรมดา  ก็สามารถเป็นนักข่าว  เป็นนักเขียน  และเป็นผู้ส่งสาร  ให้คนอื่น ๆ  ในสังคมรับทราบ  แบ่งปัน    และคนธรรมดาก็มีสิทธิ์ที่จะเขียน  นำเสนอ  เรื่องราวต่าง ๆ  ให้เป็นที่ประจักษ์  มิหนำหลาย ๆ  ครั้ง(หรืออาจจะทุกครั้ง)เราพบว่า  นักเขียน-นักข่าวสมัครเล่นเหล่านี้ได้รับความนิยมมากกว่าข้อเขียนหรือข่าวหรือสิ่งที่ผู้เป็น “นักเขียนมืออาชีพ” เขียนและนำเสนอเสียอีก  ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า  นักเขียน  ยังจำเป็นอยู่หรือไม่  อย่างไร

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา  ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงกันในคราวนี้
ในครั้งนี้เราจะพูดถึงว่า  ถ้านักเขียนยังคงอยู่  นักเขียน  จะทำตัวให้เป็นที่รู้จัก  ได้อย่างไร  

ความจริงมันเหมือนคำตอบสำเร็จรูป  แต่แม้มันจะเป็นคำตอบสำเร็จรูปอย่างไรก็ตาม  ความเชื่อของคนบางกลุ่มก็ไม่ได้มีในคำตอบสำเร็จรูปต่าง ๆ  เหล่านี้แต่อย่างใด

ถ้าเราพูดถึงการตลาด  การโฆษณาประชาสัมพันธ์  เรามีคำถามว่า  ทำไม  ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  คนซื้อทุกวัน  วันละจำนวนมาก  จึงยังมีการ “โฆษณา”  กันอยู่อย่างสม่ำเสมอ
คำตอบของคำถามนี้กว้างขวางมาก  ไม่ว่าจะเป็น  เพราะคนเกิดใหม่ทุกวัน  คนเติบโตทุกวัน  อย่างนี้เป็นต้น  นอกจากการเติบโตของผู้คนแล้ว  เรายังมีเป้าหมายอย่างอื่นอีกหรือไม่สำหรับคนที่เคยเห็นเคยสัมผัสอยู่แล้ว
การยกตัวอย่างอาจเป็นเช่นว่า  โคคา-โคล่า  ผลิตภัณฑ์นี้มีมายาวนาน  มีชื่อเสียง  และเป็นเบอร์หนึ่งของผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในโลก  แต่  โคคา-โคล่า  ยังมีการโฆษณาอยู่เสมอ  ทำไม  โคคา-โคล่า  จึงไม่หยุดโฆษณาทั้ง ๆ  ที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ตัวหมดแล้ว  นั่นก็เป็นคำตอบว่า  ทำไมนักเขียนต้องทำตนให้เป็นที่รู้จัก "อยู่เสมอ"

การรู้จักมักคุ้นต่อผู้อ่านของนักเขียนในอดีต  คือการที่นักเขียนมีผลงานทางนิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  ถ้านักเขียนคนใดเป็นคอลัมนิสต์ด้วยแล้ว  ก็จะยิ่งได้เปรียบในการสื่อสารกับคนหมู่มาก  รวมถึงการ "มักคุ้น" กับคนหมู่มาก
หรือแม้นักเขียนที่ไม่ได้เป็นคอลัมนิสต์หากมีเรื่องสั้น  หรือนวนิยาย  ลงในนิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  ก็ย่อมได้เปรียบในการชิงพื้นที่  และย่อมส่งผลต่อยอดขาย  “หนังสือเล่ม”  ของนักเขียนเอง  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความกลับหัวกลับหางเกิดขึ้นเมื่อมีสื่อสมัยใหม่อย่างโซเชียลมีเดีย  
การณ์กลับเป็นว่า  นักเขียนที่มีผลงานลงนิตยสาร  ไม่ได้มีผลต่อยอดขายหนังสือเล่มอย่างที่ควรจะเป็น  เผลอ ๆ  หากเป็นนักเขียนที่ยังไม่มีชื่อเสียง  ก็แทบไม่มีผลเลยแม้แต่น้อย

ความก็ต้องย้อนกลับไปที่บทความในข้างต้น (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน) ที่ว่าด้วยการรับข้อมูลข่าวสารของคนในยุคใหม่
แน่นอน  ย่อมมีคนบางกลุ่มอ่านนิตยสารและหน้าดำหน้าแดงคร่ำเคร่งคอยสอดส่องดูว่า  จะมีงานของนักเขียนคนไหนลงนิตยสารบ้าง  ซึ่งนั่นก็คือ  นักเขียนด้วยกันเอง  และหากเราจะนับดูแล้ว  จำนวนของนักเขียนเหล่านี้น่าจะน้อยกว่าจำนวนสาขาร้านสะดวกซื้อยอดนิยมเสียอีก  นั่นหมายความว่า  ผู้อ่าน  หรือคนทั่วไปที่อ่านหนังสือ  และจบสิ้นพันธกิจกับนิตยสารแล้ว  ย่อมไม่มีวันได้รับทราบการมีอยู่ของนักเขียนในนิตยสารแม้แต่น้อย
เมื่อไม่รู้จัก  และไม่คุ้นเคย  หลักการของการตลาด  ที่ว่าด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์  ก็จะตอบคำถามให้ว่า  ทำไม  เมื่อนักเขียนที่เคยมีผลงานลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร  จึงไม่มีฐานแฟนคลับคอยสนับสนุนเลย  

หน้าเพจ  หรือเฟซบุ๊ก  เป็นเหมือนสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่แทนนิตยสาร  ในแง่ของ  “ความคุ้นเคย”  
หลักการทางจิตวิทยาง่าย ๆ  มีอยู่ว่า  ผู้คนจะซื้อของก็ต่อเมื่อเขาคุ้นเคยกับสิ่งของนั้นมาก่อนแล้ว  มันก็อาจจะมีบ้างสำหรับผู้คนที่ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์  แต่นั่นไม่ได้หมายความถึงคนทั่วไปหรือคนกลุ่มใหญ่ที่จะให้การสนับสนุนนักเขียนของเรา  
และนั่นก็คือคำตอบว่า  เหตุใดนักเขียนยุคใหม่ที่มีผลงานลงนิตยสารสม่ำเสมอ  จึงมียอดขายหนังสือหรือฐานแฟนคลับใกล้เคียงกับศูนย์  
และนั่นก็คือคำตอบว่า  ทำอย่างไร  นักเขียน  จึงจะอยู่รอดต่อไปได้บ้าง  หากคุณยังรักที่จะเขียน

แต่...  
ณ  ที่นี้  เรายังไม่ได้พูดถึงว่า  นักเขียนต้องปรับตัวอย่างไร  หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่  นอกจากการ  “เขียน”  ซึ่งเป็นสิ่งหลัก  และความจริงแล้ว  นักเขียนควรต้องทำอย่างนั้นหรือไม่  ในยุคสมัยที่คนหนึ่งคนต้องมีทักษะหลายอย่าง  เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมของโลกทุกวันนี้
ก็ไม่แน่  เราอาจจะได้พูดกันในวันถัดไป  หรืออาจไม่  ซึ่งจุดนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความสะดวกจะอำนวย


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
17 กันยายน 2560



คำเตือน : บทความนี้เป็นทัศนคติของบุคคลเพียงคนเดียว  

ผังบูธ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 Book Expo Thailand 2017

18-29  ตุลาคม 2560 นี้

ArtyHOUSE ของเรา อยู่ที่

บูธ W09

โซนเอเทรียม  นะครับ




แผนผังโซนอื่น ๆ 









ความตายของนิตยสารกับการล่มสลายของอำนาจชี้นำทางวรรณกรรมไทย



เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า  สมัยก่อน  นักเขียนทั้งหลายล้วนเกิดมาจาก  “นิตยสาร”  หรือหากไม่ก็ “หนังสือพิมพ์”
แต่วันนี้เราจะไม่พูดถึงหนังสือพิมพ์  เราจะพูดถึงเพียงแค่  “นิตยสาร”
ในอดีต  นิตยสาร  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  ไม่ใช่แค่ในวงการวรรณกรรม  แต่ยังรวมไปถึงวงการอื่น ๆ  เช่น  แฟชั่น  รถ  บ้าน  ศิลปะ  ฯลฯ  เพราะทุก ๆ วงการก็ล้วนแล้วแต่มี  “นิตยสาร” เป็นของตัวเอง
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดถึง
เราจะพูดถึงเฉพาะในวงการวรรณกรรมเท่านั้น
ในอีก  10 ปีข้างหน้า  หรือไม่แน่อาจจะแค่  5 ปี  หรือน้อยกว่า  เราอาจจะไม่เห็นนิตยสารบนแผงหนังสืออีกเลยก็ได้  นั่นไม่ใช่สิ่งเหนือจริงอะไรนัก  อาจมีเหลือนิตยสารเพียงไม่กี่หัวเท่านั้น  ที่อยู่รอด  และการอยู่รอดนั้น  อาจจะต้องมีการปรับตัว  หรือหากไม่  ก็จำต้องปรับเปลี่ยนหลาย ๆ  สิ่ง  เพื่อความอยู่รอด
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดถึง
และความเป็นอยู่ของนิตยสาร  จะอยู่อย่างไรต่อไป  รวมถึงประเด็นที่ว่า  นิตยสารชนิดใด  จึงจะอยู่รอดต่อไปได้   ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาพูดกันในครั้งนี้
1. การอยู่หรือตายของนิตยสารไม่ใช่ดัชนีชี้วัด “การอ่าน”
เรามักจะได้รับทราบหรือรับรู้อยู่เสมอเมื่อมีนิตยสารสักหัวหนึ่งปิดตัวลง  คนมักจะกล่าวโยงไปถึง “การอ่าน”  และสถานการณ์ “การอ่าน”  ของคนในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
มายาคติที่เราเห็นกันมากที่สุดคือความเห็นประเภทว่า  “คนอ่านหนังสือน้อยลง”  ทำให้ “นิตยสาร” อยู่ไม่ได้
ซึ่งคำพูดเหล่านี้  ถ้ามาจากคนทั่วไปก็คงไม่เป็นที่สำคัญเท่าใดนัก  แต่หากมาจากคนที่เป็นนักทำหนังสือหนังหา  นั่นนับว่า  เป็น “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง”  และเป็นการพูดเพื่อ “ยกชั่วให้คนอื่น” เป็นอย่างยิ่ง
มีคำกล่าวว่า  หากคุณอ่านหนังสือพิมพ์  คุณจะช้าไป  2 วัน  หากคุณอ่านนิตยสารคุณจะช้าไป 1 เดือน  ข้อความก็เป็นประมาณนี้  อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ประเด็นคือว่า  การเสพข่าวสารของผู้คนนั้น  ในสมัยก่อน  มีอยู่ไม่กี่ทาง 
วิทยุ  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  นิตยสาร  เป็นต้น
หากเทียบกับปัจจุบัน  ในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อ  ทุกคนมีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ  ทุกคนพร้อมที่จะ Live  ถ่ายภาพ  โพสต์  และแชร์  ลงในหน้าโซเชียลมีเดียของตนเองทุกขณะจิต  ซึ่งนั่นก็คือ  หายนะของสื่อแบบดั้งเดิม  และแน่นอน  นิตยสาร ย่อมหนีไม่พ้น 
นอกจากนี้ยังไม่รวมถึง  การมี “กลุ่ม” ในไลน์  ในเฟซบุ๊ก  ในเว็บบอร์ด  หรืออื่น ๆ  ที่จะทำให้ผู้คนเข้าไปติดตามเรื่องราวต่าง ๆ  ที่ตนเองสนใจได้อย่างทันท่วงทีและเร็วไว 
สื่อที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างเฟซบุ๊ก  จึงกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพล  และเป็นสิ่งที่  “ทำเงิน”  อย่างมหาศาลในปัจจุบัน
ในอดีต  การประชาสัมพันธ์ใด ๆ  ก็ตาม  หากคุณไม่ได้ซื้อเวลากับวิทยุ  โทรทัศน์  หรือแม้กระทั่งป้ายตามถนนรนแคมแล้วละก็  คุณต้องซื้อมันตามหน้าหนังสือพิมพ์  หรือ  นิตยสาร
นั่นคือคำตอบที่กระจ่างชัดที่สุดว่า  ทำไม  นิตยสาร  จึงตายจากเราไป

2. อำนาจรวมศูนย์ถูกท้าทายด้วยสื่อออนไลน์
ถ้าเราเทียบกับ “อำนาจ”  ในการบริหารจัดการสิ่งใดก็ตาม  ผู้กุมอำนาจ  ก็คือผู้ที่สามารถประกาศ “เจตจำนง”  ของตนออกมาและผู้คนได้รับผลกระทบอันเกิดจากสิ่งนั้น 
ในแง่ของนิตยสารและวงการวรรณกรรม  นิตยสารดูเหมือนจะเป็นสื่อหลักสำหรับนักเขียนในอดีตเลยก็ว่าได้สำหรับการ “แจ้งเกิด”  อย่างเป็นทางการ 
หากมีนักเขียนสักคนในอดีตมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสาร  นั่นราวกับว่าเทพเจ้าแห่งวงการวรรณกรรมได้ประทานโอกาสและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แก่นักเขียนท่านนั้นเข้าให้แล้ว  และสิ่งที่จะตามมาก็คือ  นักเขียนคนนั้นก็จะมีกำลังใจและผลิตผลงานออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง  และหากเป็นที่ต้องตาติดใจประชาชนผู้อ่าน  นั่นก็จะยิ่งโหมความดีงามของนักเขียนผู้นั้นขึ้นอีกหลายเท่าท้นทวี
ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ในปัจจุบันนั้น  ช่องทางการ “แจ้งเกิด”  ของนักเขียนในโซเชียลมีเดีย  ก็นับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิด 
นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว  “เว็บไซต์”  “บล็อก”  ฯลฯ  ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นักเขียนมีช่องทาง  และเปิดโอกาสให้งานเขียนของตัวเองโลดแล่นออกมาสู่สายตานักอ่าน
นั่นหมายความว่า  “ทุกคน”  สามารถเผยแพร่ผลงาน  โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการ “คัดเลือก”  จาก “ผู้คุม”  นิตยสาร  อีกต่อไป
นั่นหมายความว่า  “บรรณาธิการ”  ที่เป็นผู้คัดเลือก  และ  “นิตยสาร”  ที่เคยเป็นแหล่งแจ้งเกิดของนักเขียนในอดีต  ถูกลดความสำคัญลงไปแทบจะทั้งหมดทั้งสิ้น

3. อำนาจใหม่  ใครเป็นผู้คัดเลือก
ในเว็บไซต์  อย่างเช่น  เด็กดี.คอม  หรือแพลทฟอร์มสำหรับเผยแพร่งานเขียน เช่น  fictionlog นักเขียนสามารถเขียนงานลงเป็นตอน ๆ  เขียนเรื่องสั้นลง  หรือจะเขียนอะไรลงก็ได้ (ถ้ามันมีประเภทให้ลง)
นอกจากจากผู้อ่านจะเลือกว่า  ฉันจะอ่านงานของใคร  แล้ว  ผู้อ่านยังสามารถ “แสดงความคิดเห็น”  ต่อเรื่องดังกล่าว  ซึ่งแน่นอนว่า  หากนักเขียนต้องการปรับปรุง  หรือต้องการเปลี่ยนแปลง  นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำได้
ในโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก  นักเขียนสามารถเขียนอะไรก็ได้  ทั้งในรูปแบบสเตตัส  หรือในรูปแบบ Note  แม้กระทั่งในรูปแบบของภาพ  นอกจากนี้  นักเขียนยังสามารถสร้างแฟนเพจ  เพื่อประชาสัมพันธ์  สานสัมพันธ์  หรือแม้กระทั่งจำหน่ายผลงานของตัวเองอีกด้วย
การที่มีข้อตำหนิติติงว่า  งานที่ไม่มีบรรณาธิการ  จะเป็นงานที่ดีได้หรือ  หากเราไม่ปิดกั้นคำว่า  “บรรณาธิการ”  ไว้สำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือประเภทใดประเภทหนึ่ง  งานในลักษณะของ  “บรรณาธิการ”  ที่มาจากความคิดเห็นของผู้อ่าน  หรือแม้กระทั่งมาจากเพื่อนฝูง  ญาติพี่น้อง  ก็ต้องนับว่าเป็นการ  “บรรณาธิการ”  อย่างหนึ่ง  ซึ่งจริง ๆ  ในความเป็นจริงแม้กระทั่งสำนักพิมพ์เองก็ตาม  บทบาทของบรรณาธิการมันเริ่มต้นมาจากการ  “มีคนช่วยนักเขียนอ่านและแก้ไข”  พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ช่วยกันทำหนังสือ  นั่นเอง
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า  มันก็กลายเป็นระบบระเบียบตามแบบฉบับของทุนนิยม
คำถามก็คือว่า  เมื่อเราหลีกเว้นจากระเบียบดังกล่าว  “การบรรณาธิการแนวใหม่”  ที่กำลังจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่  จะถือได้ว่า  เป็นการบรรณาธิการที่มีคุณภาพหรือไม่
ซึ่งเมื่อถามถึงคุณภาพ  เราก็ต้องถามต่อไปอีกว่า  คุณภาพคืออะไร  และเพื่ออะไร 
แน่นอนว่าหากเราต้องการทำงานหนังสือที่ดีที่สุดในโลก  ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก  เราก็ควรจ้างคนเก่งที่สุดในโลกมาเขียน  มาแก้ไข 
หากในความเป็นจริงแล้ว  สิ่งที่ดีที่สุดในโลกแบบนั้นมีอยู่หรือไม่  และผู้คนต้องการหรือเปล่า  ต้องการมากขนาดไหน 
ในโลกที่มีความหลากหลาย  และทุกคนสามารถเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบได้  บางครั้งเขาอาจไม่ต้องการสิ่งที่  ดีที่สุดในโลก  และในความเป็นจริงแล้ว  มันก็ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะเหมาะสำหรับคนทุกคน
เรียกง่าย ๆ  ว่า  หนังสือแต่ละเล่มเหมาะสำหรับคนแต่ละคน 
การมองด้วยกรอบสายตาที่ว่า  มันมีหนังสือที่ดีที่สุดและหนังสือเล่มนั้นเหมาะสำหรับทุกคน  เป็นเรื่องที่ผิดไปจากความเป็นจริงเป็นอย่างยิ่ง  เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง  เราต้องมีผู้ประสบความสำเร็จจากการดำเนินการดังกล่าวและการดำเนินการภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวก็ต้องเป็นสิ่งที่เผยผึ่งความสำเร็จอันงดงามให้เราเห็นอย่างจะแจ้ง
อย่างไรก็ตาม  เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงทัศนะของคนเพียงคนเดียว  และแน่นอนว่า  มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์  เป็นเพียงทัศนะหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งก็ถูกต้องที่สุด  มันไม่ได้เหมาะสำหรับคนทุกคน
และจริง ๆ  แล้ว  เรายังมีเรื่องที่ต้องพูดกันอีกหลายเรื่อง  เรื่องหนึ่งที่จะต้องพูดถึงแน่ ๆ  ในวาระถัดไปคือ
“ความถดถอยของการประกวดหนังสือกับการล่มสลายของอำนาจชี้นำทางวรรณกรรมไทย” (หรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกันนี้)
โปรดรอติดตามครับ

ธัชชัย  ธัญญาวัลย

15 กันยายน 2560

เ มื่ อ ก ล่ า ว ถึ ง 👄 การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง

และก็ลองลงเนื้อหาเล่น ๆ  
และก็เอามาแปะไว้ที่นี่ด้วย

เชิญทัศนาครับ


เป็นครั้งแรกนะครับ
ที่เราจะมาเผยความลับกันว่า
ทำไมจึงต้องเป็น "การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง"
ทั้งนี้ทั้งนั้น หากใครมีหนังสือในมือ เปิดไปบทสุดท้าย
ก็คงจะทราบแล้ว
แต่ท่านที่ยังไม่ทราบ
ก็จะเล่าให้ฟังนะครับ
อันนี้คัดมาจากในหนังสือกันเลยทีเดียว


เ มื่ อ ก ล่ า ว ถึ ง 👄 การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
"เวลาผ่านไปเร็วไวเหลือเกินนะครับ แค่เพียงครู่เดียว เราก็เดินทางมาถึงส่วนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว
ทำไมถึงต้องเป็น “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” 
เรื่องราวมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดที่ว่า ต้องให้ประดานักสืบในตำนานมาเสาะแสวงหาความจริงกันนะครับ
เค้าเรื่องมันอยู่ที่ว่า กาลสมัยหนึ่ง ข้าพเจ้าและมิตรสหาย ต่างก็เล่น เฟซบุ๊ก กันนี่เอง พูดเรื่องเฟซบุ๊กแล้วมีประเด็นยาวเหยียด
คือสมัยก่อนเนี่ย เฟซบุ๊กยังไม่เป็นที่นิยมชมชอบ
กันขนาดนี้หรอก ก่อนหน้าที่เราจะมาเล่นเฟซบุ๊กกัน เราก็เล่น Hi5 
ก่อนที่จะมี Hi5 ก็มีพวก Blog, Diary Online หรือแม้กระทั่งพวกเว็บบอร์ด หรือที่ฮิต ๆ กันสมัยข้าพเจ้า
ยังเป็นเด็กหนุ่มม.ปลาย ก็คือ เว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมาเอง
โดยอาศัยพวก Geocities เป็นเจ้าภาพ ถ้าใครพอจะเกิดทัน (ฮา) ถัดจากนั้นก็เป็นพวกเว็บไซต์สำเร็จรูป ซึ่งตีคู่สูสีมากับพวก Blog
เรื่องราวพวกนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้รายละเอียดมากนัก พูดไปก็เหมือนสำเร็จความโง่ให้คนอื่นฟัง เอาเป็นว่า อย่าเชื่อถือเรื่องราวเหล่านี้ให้มากนักก็แล้วกันนะครับ
เข้าเรื่องของเราดีกว่า คือเฟซบุ๊ก จะว่าไปข้าพเจ้า
และมิตรสหายก็น่าจะเป็นพวกแรก ๆ ของกลุ่มคนในประเทศ
ไทยที่ใช้เฟซบุ๊ก เพราะสมัยก่อนนั้นเฟซบุ๊กฮิตกันที่ต่างประเทศ และด้วยมิตรสหายของข้าพเจ้าใกล้ชิดกับพวกต่างประเทศ จึงคุ้นชินกับการใช้งานของพวกเขาเหล่านั้น และได้แนะนำให้ข้าพเจ้าได้ใช้ตาม
สมัยแรก ๆ นั้นเฟซบุ๊กไม่ได้มีอะไรมากนะครับ นอกจาก ให้โพสต์สเตตัส และโพสต์อัลบั้มรูปภาพ ซึ่งก็ไม่ค่อยต่างไปจากพวก Hi5 แถมยังดูอ่อนด้อยกว่ามาก สเตตัสก็โพสต์ได้ไม่ยาวเฟื้อยเหมือนสมัยนี้ เพราะมันจำกัดจำนวนคำ เหมือนทวิตเตอร์ในปัจจุบันนั่นเอง
พวกสติกเกอร์ หรืออย่างอื่นใด เราไม่ต้องพูดถึง เฟซบุ๊กมีสิ่งเดียวที่ดึงดูดคนได้คือ เกม
แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ชอบเล่นเกม ก็สมัครเอาไว้ดูคนนั้นคนนี้เท่านั้น ส่วนการโพสต์งานเขียนหรืออะไรที่เกี่ยวข้องก็โพสต์ใน Blog ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งแม้ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่
นี่รู้สึกว่าเราจะยังไม่ได้เข้าเรื่องกันเลยนะครับ
เรื่องของเรื่องก็คือว่า ณ ปัจจุบันนี้โลกของเราก็ได้เปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี
คนรุ่นใหม่ ๆ อาจจะรู้แต่ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศ
ข้าพเจ้าไม่ทราบโชคดีหรือโชคร้าย ที่ได้เกิดมาก่อนยุคที่จะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันอย่างหรูหราฟู่ฟ่าอย่างในปัจจุบัน
คนแต่ละยุคก็มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันนะครับ
มันไม่มียุคไหนที่ดีเต็มร้อย หรือเสียเต็มร้อย ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามสภาพของมัน และเมื่อเรารำลึกความหลังก็ดูเหมือนว่า มันสวยงามกว่าปัจจุบัน ทำให้เราหลงไปว่า ยุคก่อนมันดีกว่ายุคนี้ ก็เท่านั้นเอง
เรื่องที่ว่า อดีตสวยงามกว่าปัจจุบัน เป็นเรื่องยาวนะครับ คิดว่า ถ้ามีโอกาส เราอาจได้พูดคุยถึงมันในหนังสือเล่มต่อ ๆ ไป (ฮา)

จุดเริ่มต้นมันก็เกิดจากว่า ทุกวันนี้เราเห็นข้อมูลข่าวสารมากมายเหลือเกิน ในโซเชียลมีเดีย มีทั้งจริงบ้าง เท็จบ้าง
หลอกลวงบ้าง แสวงหาผลประโยชน์เกินควรบ้าง ข้าพเจ้า
คิดว่า สิ่งที่เราควรตระหนักในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการเข้าถึงข้อมูล หรือความรู้อีกต่อไป
ข้าพเจ้าจำได้ว่า สมัยเป็นเด็ก ครูเคยให้การ
บ้าน ไปหาชื่อของ ปัญจวัคคีย์ คือทั้งห้าท่านนั้นมีชื่อว่า
อะไรบ้าง
โอ้โห! เป็นความทุกข์ระทมนะครับ ในสมัยก่อน
ที่เราเป็นเด็ก ค้นหนังสือก็ไม่เป็น ห้องสมุดก็โกโรโกโส หนังสือหนังหาก็เขรอะฝุ่นไปหมด ไม่รู้เนื้อหาอะไรอยู่ตรงไหน ยากลำบากยายต้องพาไปถามกับคนแก่แถวบ้านที่นับถือกันว่าเป็นท่านผู้เฒ่านักปราชญ์ผู้ทรงภูมิ
ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญในอดีต กลายเป็นสิ่งกระจอกงอกง่อยไปเลยนะครับ
ดังนั้น การสอนกันว่าให้จำได้เยอะ ๆ ให้ทำรายงาน จึงอาจจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะเราสามารถหาความรู้ได้ชั่วระยะเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที
แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคืออะไร... 
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความรู้ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตนั้นถูกต้อง เชื่อถือได้ และเป็นความจริง
ปัญหาที่ว่านี้ส่วนมากไม่ค่อยเป็นปัญหากับเด็กสมัยใหม่แล้วนะครับ แต่เรื่องเหล่านี้กลับกลายไปเป็น
ปัญหาของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่เกิดมาในยุคตำรา เชื่อข้อมูล เพราะคิดว่าข้อมูลคือความรู้ คิดว่าการรู้มาก ๆ คือความฉลาด หรือแนวความคิดใด ๆ ที่คล้าย ๆ แบบนี้
กระนั้นก็ตาม ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า คนเราไม่ควรจดจำอะไร หรือไม่ควรท่องบ่นตำรับตำรา ตรงกัน
ข้าม ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งที่ดีมีประโยชน์สมควรแก่การจดจำ
นำไปใช้ เราก็ควรจำเพื่อจะใช้ได้ทันทีตามที่ต้องการ

จุดเริ่มต้นมันก็เกิดขึ้นมาจากว่า ในเฟซบุ๊กนี่เองนะครับ เรามีข้อมูลมากมาย เรามีความคิด ความเห็น มากมาย บางคนตั้งตนเป็นผู้รู้ รู้ทุกเรื่อง วิจารณ์ได้ทุกสิ่ง บางคนตั้งตนเป็นนักปราชญ์ นักปรัชญา นักคิด นักเขียน นักวิเคราะห์ นักอะไรทั้งหลายเต็มไปหมดในสังคมออนไลน์ โดยที่บางครั้ง คนที่พูดเหล่านั้นก็หาได้ตระหนักไม่ว่า สิ่งที่ตัวเองได้แสดงออกมานั้น ถูกหรือผิดประการใด
ข้าพเจ้ากับมิตรสหาย ผู้สามารถนับตัวเองได้ว่า เราเป็นพวกแรก ๆ ที่ใช้เฟซบุ๊ก พากันดูปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างสนุกสนาน
เราบันเทิงกันจริง ๆ ครับ กับการได้เห็นบางคนโพสต์เรื่องหุ้น โดยที่ไม่รู้จักหุ้น เราไม่แน่ใจว่าเขารู้จักวิธีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จริงหรือเปล่า แต่เราเชื่อแน่ว่าหากใครสักคนที่รู้เรื่องหุ้นจริง ๆ จะมองข้อความเหล่านั้นด้วยความสลดสังเวชใจอย่างแน่แท้
เราเห็นบางคนพูดพร่ำปรัชญาชีวิตล้ำลึก แต่ผล
สุดท้ายแล้วล้มเหลวกับการใช้ชีวิตอย่างประหลาด คล้าย ๆ
กับว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด
เราเห็นบางคนอวดนั่น อวดนี่ วิพากษ์วิจารณ์สิ่งนั้นสิ่งนี้ พอถึงที่สุด ตัวเขาเองกลับกลวงเปล่า ไม่มีอะไรเลย
เราเห็นอะไรมากมายในโซเชียลมีเดีย จนบางครั้งเรารู้สึกว่า เราควรถอยออกมาจากโลกใบนั้นเสียบ้าง
เราเห็นอะไรมากมายในโซเชียลมีเดีย จนบางครั้งเรารู้สึกว่า หลาย ๆ อย่าง นอกจากไม่เป็นประโยชน์แล้ว ยังเป็นโทษ
เราเห็นอะไรมากมายในโซเชียลมีเดีย จนบางครั้งเรารู้สึกว่า แต่ละคนที่เพ้อพิมพ์อะไรต่าง ๆ ออกมาในโซเชียลมีเดียนั้น ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากเป็น “การสำเร็จความโง่” ล้วน ๆ 
ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการ “สำเร็จความโง่” ด้วย
“ตัวของเขาเอง” มิหนำบางที นอกจากสำเร็จความโง่แล้ว
ยังสำเร็จความเงิบ เพิ่มเข้าไปอีก
แน่นอน เราไม่ได้หยามเหยียดใคร!
เพราะที่สุด พวกเรามิตรสหาย และข้าพเจ้า ก็
ไม่ได้ต่างอะไรจากคนอื่นในสังคม เรามี “ความโง่” เป็น
ของตัวเอง และ มิตรสหายก็ชอบบอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้า
น่าจะตั้งสเตตัสคม ๆ ดูมีความรู้ ดูฉลาด ๆ กับเขาบ้าง
เพื่อเป็นการสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
แต่ข้าพเจ้ากระดากปากกระดากใจเหลือเกิน จึง
เขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาแทน (ฮา)

และทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งแต่หน้าแรก จนถึงตรงนี้ ก็คือ ความโง่ส่วนบุคคลของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้สำเร็จมันออกมา
มีหน้าว่างในหนังสือเยอะมากนะครับ ถ้าท่าน
ผู้อ่านคิดว่า ไม่คุ้มค่าเงินที่สูญเสียเพื่อซื้อหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าขอแนะนำ ท่านทั้งหลาย น่าจะลองสำเร็จความโง่ด้วยตัวเองอย่างเงียบ ๆ บนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่านั้นบ้างก็ได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดว่า ทุกคนควรสำเร็จความโง่บนหน้ากระดาษเงียบ ๆ และมุดตัวอยู่โดดเดี่ยวแต่ประการใด และข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดว่า ใครสักคนควรจะหยุดหรือเพลา ๆ การสำเร็จความโง่ด้วยตัวเองลงเสียบ้าง
ในโลกของเรานี้ เราใคร่จะทำอะไร แค่ไหน อย่างไร ก็สามารถกระทำได้ 
ในโลกไร้พรมแดน ในโลกแห่งการสื่อสาร ในโลกแห่งข้อมูล ในโลกส่วนบุคคล เราทุกคนมีสิทธิ์...

ขอให้ทุกท่านมีความสุขครับ
ขอบพระคุณที่เป็นเพื่อนกันตลอดมา
ธัชชัย ธัญญาวัลย
กุมภาพันธ์ 2560

ป.ล. บางคนก็ชอบสำเร็จความโง่ด้วยการเติม ์ ลงไปที่ ย ในนามสกุลของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าก็ควรให้อภัย"
_______________________________
พบปะความโง่มากกว่านี้ได้ที่
http://readery.co/9786169246978

ผู้สาวขี้เหล้า


จริง ๆ  คือ  ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามฟังเพลงมานานแล้ว

คือถ้าเพลงที่มันไม่เป็นกระแสจริง ๆ  ก็หมดสิทธิ์ฟัง

แต่เมื่อไม่นานมานี้

ห้องข้าง ๆ  นี่แหละครับ

เปิดเพลงดังมาก

แล้วก็เปิดเพลงนี้แหละทุกเช้า

( จริงๆ  ก็ไม่เช้าหรอก  สาย ๆ  ประมาณ ๑๐ โมง

ซึ่งมันเป็นเวลาที่ข้าพเจ้าตื่นนอน  โดยประมาณ  พอดี

ข้าพเจ้าก็เรียกเวลาแบบนี้ว่า  "เช้า" )

มัน--เขาก็เปิดเพลงนี้แหละครับ

ห่าเอ๊ย!

คือฟังแรก ๆ  นี่  ได้แต่ทำนอง

ทำนองมันแปลกดี

ต้องตั้งใจฟังประมาณ  ๒  วัน

จึงฟังรู้เรื่องว่า  มันร้องว่าอะไรวะ

(แล้วบางทีที่เราตั้งใจฟังเพลง  นี่มันไม่ได้มีแต่เสียงเพลงไง

เสียงอื่นแม่งก็เล็ดลอดเข้าไปด้วย  ๕๕๕  )

แล้วก็เอามาหาในกูเกิ้ล

(ถ้าอยากรู้ว่าฟังยากขนาดไหน

ลองฟังแบบไม่ดูซับไตเติ้ลดูนะครับ)


แหม  มันเป็นเพลงที่ทำดีจริง ๆ  ครับ

คนร้องนี่ต้องยอมรับว่า  เนื้อเสียงดีมาก

การ  featuring  ก็ทำได้เนียน

ดนตรี  เนื้อเพลง  (ไม่ใช่เนื้อหา)  ดีหมด

ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน  ค่ายเพลงอินดี้ ๆ  แบบนี้

ถ้าไม่ทุนหนาจริง  ทำอย่างนี้ไม่ได้นะครับ

ยุคนี้มันเป็นยุคของคนตัวเล็กตัวน้อย

ค่ายเพลงเล็ก ๆ  ทำออกมาเพลงเดียวก็ดังและปังได้

เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตามองมาก ๆ


ข้าพเจ้าลองไปหาเพลงที่นักร้อง  เมย์  จิราพร  เคยร้องไว้ดู

แต่ไม่มีเพลงไหนดีเท่าเพลงนี้

แต่นักร้องหญิงของเราคนนี้

มีเอกลักษณ์หรือ  signature อย่างหนึ่ง

คือเพลงของเธอ  ต้องมีคำว่า  "ผู้สาวเก่า"

อันนี้ก็ถูกต้องกับหลักการตลาดเป็นอย่างยิ่ง



เพลงนี้ถ้าจะเอากระแสแบบ  mass  ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะ  mass  แน่

เพราะโดยเนื้อหาของเพลง  อกหัก  กินเหล้า  เป็นอะไรที่  commonly  อยู่แล้ว

ดนตรี  นักร้องเสียงดีอีก  ทันสมัยอีก

เรียกง่าย ๆ  ว่า  ไม่มีที่ตำหนิเลย


เดี๋ยวจะหาว่าข้าพเจ้าพูดเกินจริง


ลองมาฟังกันดูครับ





ป.ล.

285  อาชา  ลีโอ  
จ่ายค่าโฆษณาหรือเปล่าครับ
5555


Arty
01/08/60




ก่อนรักถนอม


เมื่อนานแล้วแหละ

หลายวันแล้ว  น่าจะตั้งแต่ตอนที่ข้าพเจ้ากลับบ้านเพื่อพักผ่อน

แต่ความจริงแล้วไม่ได้พักผ่อน

ข้าพเจ้าวางแผนเอาไว้ว่า

หมดธุระการงาน  จะกลับบ้านเพื่อพักผ่อน

คือจะไม่ทำอะไรเลย

ตื่นเช้ามา  เล่นกับหมา  เล่นกับหลาน

แล้วก็ปั่นจักรยาน  ไปดูท้องไร่ท้องนา

แต่ก็นั่นแหละ

การงานอันไม่คาดคิดก็จู่โจมเข้ามา

เรียกว่าจู่โจมจริง ๆ

เพราะเราไม่เคยทำงานพวกนี้มาก่อน

ส่วนงานที่เคยทำมาก่อน

คิดว่า  จะทำกันนิดเดียว  แต่กลับมานักเขียนส่งต้นฉบับกันมา

เลยต้องทำกันยาว

เพราะจะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยทันกำหนดการโปรโมทหนังสือ

ที่ร้านหนังสือ  คิโนะคูนิยะ

ทั้งสามสาขา

ซึ่งแน่นอนว่า  เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด

ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้แม้แต่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม

ถึงจะไม่เกี่ยว  แต่ก็อาจจะดูเหมือนเกี่ยวอยู่บ้าง

เพราะธุระการงานนี้เอง  ทำให้ข้าพเจ้าต้องทำงานหนัก



เรื่องธุระการงาน  ประเดี๋ยวข้าพเจ้าคงจะได้มาพูดถึงอีกคำรบหนึ่ง

ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อยากบันทึกความทรงจำเอาไว้

ว่า  ครั้งหนึ่งเราทำงานกันหนักหนาแค่ไหน

และยากลำบากเพียงไร

ซึ่งคิดว่า  มันไม่น่าจะมีอะไรในอนาคตเกี่ยวกับงานพวกนี้

ที่เราจะได้ทำกันโหดขนาดนี้อีกแล้ว

แต่ก็ไม่แน่

เรื่องอนาคตเป็นเรื่องพยากรณ์ไม่ได้

เพราะข้าพเจ้าก็ไม่ได้มีอนาคตังสญาณ

ที่จะล่วงรู้อนาคต

เราอาจจะทำงานหนักกันกว่านี้ก็ได้

เราอาจจะต้องทำงานมากกว่านี้ก็ได้

แต่ที่แน่ ๆ  ข้าพเจ้าสนุกกับการทำงาน

การงานทางโลก  มันสนุกเพราะทำเสร็จมันก็ได้เงินได้ทอง

มาจับจ่ายใช้สอย  หรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น

ส่วนการงานทางธรรม  ก็สนุก  เพราะทำแล้วได้ประโยชน์

ทำแล้วเห็นผล  คือมีความสงบงาม  มีความดีงาม

คืออะไรก็ตามแต่  เราทำแล้วมีผลงานที่ดี  เราก็อยากทำ

ทำแล้วสนุก  ก็ทำไปเรื่อย ๆ

ผลสุดท้ายของการงานทั้งหลายมีอยู่

และเราแต่ละคนก็ล้วนต้องเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นด้วยกันทุกคน


เมื่อนานมาแล้วแหละ  อย่างที่กล่าวข้างต้น

ข้าพเจ้าก็ฝัน

เป็นความฝันที่เหมือนจริงมาก ๆ

ข้าพเจ้าฝันถึงผู้หญิงที่เคยจีบ

ฝันถึงการพูดคุยกัน

เป็นความแปลกประหลาดอย่างแท้จริง

ในชีวิตจริงเราไม่ค่อยได้คุยกันหรอก

ตั้งแต่ไหนแต่ไร

และในชีวิตจริง  ทุกวันนี้เขาก็แต่งงานมีผัวไปแล้ว

ซึ่งก็ไม่ทราบว่า  ข้าพเจ้าจะฝันถึงเขาหาพระแสงอะไร

แต่นั่นแหละ  มันเป็นความฝัน


ข้าพเจ้ามาตรึกถึงผู้หญิงอีกคน

และวันต่อว่าข้าพเจ้าก็ฝันถึงเธอผู้นั้น

อันนี้เป็นคนละคน

เป็นผู้หญิงที่เราจีบนั้นแหละ

เคย

นอกจากฝันว่าได้พูดคุยกัน

ก็ฝันถึงอีกในวันต่อมา

ฝันถึงการสวมกอดและให้กำลังใจ

มันเแปลกอยู่อย่างหนึ่ง

ความฝันเหล่านี้มันมีภาพที่ฉายชัด

และเป็นความทรงจำ

และอย่างไม่เคยลืมเลือน

ข้าพเจ้าก็จำได้

มันน่าจะมีอะไรที่ฝังใจอยู่มากพอสมควร

แม้วันเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่



ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าฝันถึงสตรีที่มีผัวแล้วนั้น

ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมา

ก็พลันนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา

"ก่อนรักถนอม  บ่เคยให้หม่นหมองมัว..."

ช่างแปลกเสียจริง

เวลาข้าพเจ้าฝันแล้วตื่นขึ้นมา  มีเพลงออกมาด้วย

และข้าพเจ้าก็จำมันได้ด้วย

ราวกับว่า

ชีวิตของคนเรามีบทเพลงบรรเลงกล่อม

ทุกจังหวะของทุกย่างก้าว

เราก็มีเพลงบรรเลงเคล้าคลอไปอย่างนั้น

ก่อนที่เราจะตื่น  และในความฝัน

อาจมีบทเพลงก็ได้

แต่บางครั้ง

บทเพลงทั้งหลาย

เราก็ไม่ได้ยินง




ธัชชัย ธัญญาวัลย
๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๐


รับปริญญาเวย์ ๑

นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้
ข้าพเจ้าไปงานรับปริญญาเวย์
เวย์  คือ  น้องของวิว
และเป็นพี่ของวุ้น

นานเท่าไหร่แล้วไม่ทราบ
อาจจะเป็นฤดูหนาวก็ได้
ถ้าข้าพเจ้าจำไม่ผิด
แต่ข้าพเจ้าอาจจะจำผิดก็ได้

นานมาก ๆ  จริง ๆ  ที่ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าไป
ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น
แต่ความทรงจำก็ยังทำงานนของมันอยู่เสมอ

ข้าพเจ้าเป็นคนทำรูปช้ามาก
นี่ก็ไม่ทราบว่าผ่านไปกี่ปีกี่เดือนแล้ว
และแน่นอนว่า
รูปก็ยังทำไม่เสร็จ
และยังเหลือค้างอยู่อีกจำนวนมาก
ที่รอวันให้ทำการ  process
ออกมาเป็นรูปตามแบบที่ข้าพเจ้าต้องการ

จริง ๆ  ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อคอมมาใหม่
ก็คงไม่ได้มีความกระตือรือร้นจะทำรูป

มันเป็นความสุขใจนิด ๆ  ที่เราได้ทำรูปภาพ
ตกแต่งตรงนี้บ้างตรงนั้นบ้าง
ได้เลือกว่า  รูปไหนที่เราชอบหรือไม่ชอบ

โปรแกรม Lr  ทำให้รูปที่บางส่วนมืดไป
บางส่วนสว่างไป
กลับมาเป็นรูปที่ค่อนข้างพอดีได้มาก

ข้าพเจ้าลงรูปไว้ที่บล็อกก็แล้วกัน

ภาพมันไม่ค่อยแตก
ลงไว้ในเฟซบุ๊ก
ภาพมันถูกบีบอัด
ถ้าจะลงแบบไม่บีบอัด
ก็นานเหลือเกิน

การดูภาพจากจอชนิด Retina
ทำให้ภาพเก่า ๆ  ดูกากไปในพริบตา
กล้องรุ่นแพง ๆ  บางรุ่น
ไฟล์ไม่หนาแน่นพอสำหรับหน้าจอยุคใหม่เสียแล้ว

อันนี้เป็นภาพชุดแรก
ภาพชุดต่อไปอาจตามมา
ถ้า....

5555




























สามารถคลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้นได้นะครับ
อันนี้เป็นความละเอียดประมาณ  150 dpi
คิดว่า คงเพียงพอสำหรับจอ Retina
ต่อไปคิดว่า  คงไม่ได้ทำ Resolution นี้แล้ว
ทำ 300 up  ขึ้น
เหมือนการพิมพ์กระดาษไปเลย
จึงจะสามารถแสดงผลได้ดีกระมัง


ธัชชัย  ธัญญาวัลย