วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

งานบอล ๖๘


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ไปงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ  ง่าย ๆ  ว่า

"งานบอล"

ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่  ๖๘

จุฬาฯ  เป็นเจ้าภาพ

ความจริงข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่า

ปีไหนใครเป็นเจ้าภาพ

จะรู้ก็ต่อเมื่อ

ไปเห็นว่า

ใครนั่ง stand ฝั่งไหน


ความจริงข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยได้อินังขังขอบกับงานบอลนี่ซักเท่าไหร่

บางปีก็ไป

บางปีก็ไม่ไป

ข้าพเจ้าคิดว่า

ข้าพเจ้าเคยเล่าเรื่อง  อ้วก  ใส่สนามกีฬาแห่งชาติ

อันเนื่องมาแต่งานบอลนี้ไว้แล้ว

ปีไหนอยากไปก็ไป

ปีไหนไม่อยากไปข้าพเจ้าก็นอนเล่นอยู่หอ

ฟังเสียงเขาบูมอยู่บนหอนั่นแหละ

ข้าพเจ้าไม่ค่อยมีจิตอาสาเท่าไหร่นัก

มีแต่จิตอยากทำ  กับ  ไม่่อยากทำ

อยากทำก็ทำ

ไม่อยากทำก็ไม่ทำ


เป็นเพราะอะไรดลบันดาลก็ไม่ทราบ

ทำให้ข้าพเจ้าได้ไปนั่งเกาะติดขอบสนามในงานบอล

ไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน

ไปถ่ายรูป

ความจริงก็เป็นความฝันอย่างหนึ่งของข้าพเจ้า

หมายถึงการเป็นนักถ่ายภาพ

ไม่ได้หมายถึงการไปเกาะติดขอบสนามงานบบอล

ถ่ายรูปเป็นสิ่งสนุก

มันสนุกพอ ๆ  กับการเขียนหนังสือ

แต่แทนที่เราจะเล่าเป็นตัวหนังสือ

เราเล่าเป็นรูปภาพ

อีกอย่าง

กล้องดี ๆ  

ทำให้เราสร้างสรรค์จินตนาการได้ไม่รู้จบ

จะถ่ายอะไรก็ได้

ถ่ายยังไงก็ได้

ถ้าเราเข้าใจมันดีพอ


งานบอลเป็นที่ถกเถียงกันไม่สิ้น

เรื่องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าควรจะไปเถียงอะไรเรื่องนี้กันนัก

ถ้าจะด่า

ก็ด่ากันตั้งแต่แรกมีไปเลยสิ

กระสันอยากเตะบอลกัน

พอมันเติบโต

มันออกลูกออกหลาน

แล้วบังเอิญลูกหลานมันมีชื่อเสียงกว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายาย

บางคนก็เลยทนไม่ได้

อยากกลับไปสู่รากเหง้า

ซึ่งเป็นความเพ้อฝันตามแบบลัทธิสุขอนุรักษ์นิยมอย่างยิ่ง


พูดถึงงานบอลเราไม่พูดถึงอะไรมากไปกว่า

ใครเป็นหลีด

ใครเป็นผู้อัญเชิญพระเกี้ยว

ขบวนล้อการเมืองล้อเรื่องอะไรบ้าง

มีการปะทะฝีปากจากการแปรอักษรว่าอย่างไร

แต่ไม่มีใครสักเท่าไหร่

ที่รู้ว่า

นักฟุตบอลมีใครบ้าง

เรารู้แค่ว่า  ใครชนะ

และผู้ทำประตูได้

ก็ดูมีมีชื่อที่เลือนรางเหลือเกิน

จนไม่แน่ใจว่า

คนเขาจำชื่อผู้อัญเชิญพระเกี้ยว

หรือชื่อเชียร์หลีดเดอร์

ได้มากกว่านักฟุตบอลเสียอีก


ฟัง ๆ  ไปก็ดูเหมือนกับการ...

การเตะฟุตบอลเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น

มีไปงั้น ๆ  

มีไว้เพื่อรักษาประเพณี

สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการหาใช่เรื่องฟุตบอลไม่

แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์กันมากกว่า


ก็ทำไงได้

บอลที่เตะในสนามมันไม่สนุกเท่าคอนเสิร์ตหน้า stand

นักฟุตบอลไม่หล่อเหมือนหลีด

ไม่มีนักฟุตบอลหญิงสวย ๆ  

ไม่แสบคันเหมือนขบวนล้อการเมือง

คิดไปคิดมา

ข้าพเจ้านึกไปถึงวรรณกรรม

เราเขียนหนังสือกันขึ้นมา

แล้วก็อ้างวรรณกรรม

อ้างว่างานตัวเองดี

เป็นวรรณกรรมชั้นเลิศ

แต่คนอ่านน้อยนัก

อ่านเมื่อถูกบังคับในโรงเรียน

ในห้องเรียน

ไม่ได้อ่านเพื่อความรื่นรมย์ในเวลาพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

แต่งานประเภทที่ถูกค่อนขอดว่า

ขยะวรรณกรรม

ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ขึ้นอันดับหนังสือขายดีตลอดเวลาไม่ว่างเว้น

หนังสือธรรมะหลับสบาย

นิพพานง่าย ๆ  

หรือฮาวทูรวยเร็ว

ก็หมุนเวียนกันอยู่ในหิ้งขายดี

ทิ้งวรรณกรรมไว้ซอกหลืบหนึ่งของร้านหนังสือ

แล้วเรา (หมายถึงพวกชาววรรณกรรม  ซึ่งอาจจะหมายถึงข้าพเจ้าด้วย)

ก็ตีฆ้องร้องป่าวว่า

คนไทยไม่อ่านหนังสือ  (ที่พวกกูเขียน)

คนอ่านหนังสือน้อย

คนไทยอ่านหนังสือวันละเจ็ดบรรทัด

สรุป

คนไทยโง่


ก็พอ ๆ  กับพวกที่รณรงค์

หรือทำตัวเท่ ๆ  ว่า

จะไปงานบอลเพื่อดูบอล

ไม่ได้ไปดูหลีดนั่นแหละ

แต่สุดท้ายแท้แล้ว

ก็…

ก็พอ ๆ  กับพวกที่ร้องแรกแหกกะเฌอว่า

งานบอลไร้สาระ  ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เอาเวลาไปเสียในสิ่งไม่เกิดประโยชน์นั่นแหละ

และความจริงมันก็ใกล้เคียงกันอย่างนั้น

บางคนทุ่มเทให้กบงานบอลมากกว่าทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือสอบเสียอีก

พอเกรดแย่ก็ปลอบใจตัวเองว่า

เอาน่า

เราเป็นนักกิจกรรม

นักกิจกรรมจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าพวกที่ดีแต่เรียนอย่างเดียว

นักกิจกรรมมีอีคิวดีเลศ

ทำงานเป็น

นั่นนู่นนี่


เฮ้อ

บ่นอะไร

ไปดูรูปงานบอลกันดีกว่า

(รูปไม่ได้แต่ง)





เหมือนปีก่อน ๆ 

ฝั่งจุฬาฯ  เต็มก่อนธรรมศาสตร์

และธรรมศาสตร์ก็มีข้ออ้างเดิม ๆ  

ว่าทำไมเต็มช้า

และปีนี้อาจมีมากกว่าเดิม

แต่เราก็สร้างภาพได้เสมอว่า

เรารักกัน


หลีด(ดูเหมือน)เป็นกลุ่มชนสำคัญที่สุดใน(ขอบ)สนาม




เกาะติดขอบสนาม




บางปีชุดหลีดก็สวย

บางปีก็เห่ย



ดูบอลกันบ้าง

ปีนี้คนมาน้อยกว่าปีก่อน ๆ  

สังเกตว่า

ที่นั่งฝั่งตรงข้ามไม่เต็ม

ซึ่งอาจเป็นเพราะแดดร้อนด้วยส่วนหนึ่ง


การดูหลีดเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

ของงานบอล

และคนส่วนใหญ่ก็ไปเพื่อสิ่งนี้

(อาจรวมถึงข้าพเจ้า 555 )



เดี๋ยวนี้มีการรื้อฟื้นคฑากรขึ้นมาด้วย
ทำให้เราได้มีโอกาสดูคนสวยคนหล่อมากกว่าเดิม
และชนเหล่านี้สบายกว่าหลีด
เดินสวย ๆ  ได้  เพราะไม่ต้องเต้น
ให้สัมภาษณ์ได้  เพราะไม่ต้องเต้น
มีเวลาให้ถ่ายรูปได้มากกว่าหลีด



ผู้อัญเชิญพระเกี้ยวของจุฬาฯ  ปีนี้

อยากดูรูปมากกว่านี้

เชิญไปดูที่เฟซบุ๊คข้าพเจ้าเองเถิด


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๒๗ ๐๒ ๒๕๕๕






วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วัฏจักร


ตลาดหุ้นช่วงนี้

กระเถิบขึ้น

เพราะเม็ดเงินไหลเข้า

เม็ดเงินไหลเข้านี้หมายถึงต่างชาติ

แต่เป็นต่างชาติแบบไหนไม่ระบุ

ระบุแต่ว่าเป็นต่างชาติ



คาดว่าตลาดคงขึ้นไปได้อีกมากพอสมควร

เป็นจังหวะทำกำไร

เรียกง่าย ๆ  ว่า

ในประเทศนี่ขายกันพรึ่บ

เขียวแต่ต่างประเทศอย่างเดียว

เงินหนาลากขึ้นได้

ลากแล้วอยู่ซักระยะให้ในประเทศหลงว่าจะค้างนาน

แล้วค่อยปล่อย

ปล่อยทีละมาก ๆ

แต่เวลาขึ้น

อืดมาก

เหมือนเป็นวัฏจักร

ปีก่อน ๆ  ก็จะขึ้นช่วงนี้

ขึ้นมาก ๆ  ก็ลง

เป็นเรื่องธรรมดา

ใจกล้า

ก็ได้

ไม่กล้า

ก็หล่น

เท่านั้นเอง



ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๒๐  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ทำอะไรไว้ก็ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

เอาเปรียบคนอื่นไว้

ก็โดนเขาเอาเปรียบ

หักหลังคนอื่น

ก็โดยคนอื่นหักหลัง

เวรย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร

หากยังจองเวรกันอยู่

ก็ไม่มีความสิ้นสุดของเหตุและผลทั้งปวง

โลกนี้จึงมีบางคน

เป็นผู้ยอมเสียเปรียบในทุกกรณี

แม้หลายคน

อยากจะได้เปรียบจนกลายเป็นคนโลภ

เห็นแก่ตัว

ไม่เห็นแก่คนอื่น

เห็นแก่ญาติตัว

ไม่เห็นแก่ญาติผู้อื่น



พูดว่าสัตว์โลกยอ่มเป็นไปตามกรรม

ฟังดูเหมือนเฉื่อยชา

แต่ความจริง

เป็นเรื่องของการปล่อยวาง

เป็นเรื่องอุเบกขา

สุดกำลังจะทำได้ก็ไม่ทำ

คำว่าสุดกำลังหมายถึง

สุดชีวิต

ให้มากสุดถึงชีวิต

ทำมากสุดถึงชีวิต

ถ้าถึงขนาดนั้นแล้ว

ไม่พอ

ก็ต้องวาง



พระอาทิตย์เที่ยงคืน
๒๐  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕
สัตหีบ วันที่ ๒

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ยังมีชีวิตอยู่

ไม่ได้อััพเดทนานมาก

นับได้ก็เกือบสิบวันแล้ว

วันนี้ความจริงไม่ได้ตั้งใจมาอัพเดท

แต่พอดี

เห็นว่ามันนานเกินไป

ที่จะปล่อยให้บล็อกไม่มีการขับเคลื่อน

ก็เลยมาบอกว่า

ยังมีชีวิตอยู่นะครับ


เพราะมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ

และความจริงก็มีเรื่องมากมายที่จะเล่าให้ฟัง

แต่ตอนนี้ยังก่อน

เพราะยังไม่ใช่เวลา

ขอให้โลกสงบสุข



วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รอยเท้าดวงอาทิตย์


"การเดินทางโดดเดี่ยวของชายหนุ่ม

ผู้ออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบห้า"

เป็นชื่อหัวข้อที่ยาวไม่น้อย

มันไม่น่าจะเป็นชื่อหัวข้อเลย

มันควรเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง

หรือเป็นอรรถาธิบายอะไรบางอย่างมากกว่า

ข้าพเจ้ากำลังครุ่นคิดถึงเรือจำลอง

และผีดินน้ำมัน

เมื่อครั้งข้าพเจ้ายังอายุไม่ถึงสิบห้าปี

ข้าพเจ้ายังเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถ

จะออกเดินทาง

โดยลำพัง

แต่ข้าพเจ้าก็ครุ่นคิดถึงการเดินทางเสมอ

และเมื่อข้าพเจ้าออกจากเรือน

โดยลำพัง

เมื่อข้าพเจ้าอายุสิบห้าปี

ข้าพเจ้าก็เผชิญโลกที่หยาบกร้าน

ในหัวใจชายของชายคนหนึ่ง

เขาอาจจะใฝ่ฝัน

เขาอาจจะหัวเราะ

และร้องไห้

ในการเดินทางที่ไม่รู้จุดหมาย

เขาอาจจะมีเพื่อนร่วมเดินทาง

และในทางเดิน

เพื่อนผู้ร่วมเดินทางของเขา

ก็อาจจะทิ้งเขาไปเสีย

อาจจะหนีไปสู่จุดหมายโดยทางลัดเสีย

ขึ้นรถไปเสีย

ปล่อยให้เขาเดินลำพัง

อย่างไรก็ตาม

เขาก็ต้องเดินทาง

นักเดินทางจะครุ่นคำนึงอะไรนัก

หากมิใช่จุดหมาย

ทางเดินอาจมีสิ่งนั้นสิ่งนี้

เป็นเรื่องปกติของทางเดิน

แต่จุดหมายก็คือจุดหมาย

เราจะพะวงอะไรนัก

กับสิ่งที่ต้องจาก

กับสิ่งที่มาแล้วหายไป

เกิดขึ้นแล้วดับไป

สิ่งที่คิดว่าแน่นอน

ก็อาจไม่แน่นอน

สิ่งที่คาดว่าใช่

อาจไม่ใช่

เราจะรู้อะไรเล่า

ในเมื่อเราก็คือคนเขลาคนหนึ่ง


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕

แด่ความฝันของผู้อื่นเถิด


ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ  สามทุ่มครึ่ง

ข้าพเจ้าลงมาเล่นอินเตอร์เน็ตที่โถงรับรอง

ของคอนโด

มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น

และข้าพเจ้ารู้สึกปวดหัว

เป็นอาการปวดหัวจริง ๆ  ไม่ใช่คำเปรียบเทียบ

ข้าพเจ้าไม่ได้ปวดหัวเช่นนี้มานานมาก




ข้าพเจ้ามีความคิดว่าจะพักผ่อน

และจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ  ในชีวิตให้เรียบร้อย

จดบันทึกหลักฐานประกอบการมีชีวิตอยู่ให้เข้าที่เข้าทาง

แต่แล้ว

ข้าพเจ้าก็มีอาการปวดหัว

บางครั้งอาจจะเป็นอาการเจ็บปวดที่จิตใจมากกว่า

เพราะเมื่อไม่นานมานี้

ข้าพเจ้าได้สดับเสียงขับขาน

บางอย่าง

ข้าพเจ้าอาจจะคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้มากเกินไป

แท้แล้ว

ข้าพเจ้าควรทำงาน

และทำงาน

เพื่อจะได้ลืมทุกสิ่งอย่างเสีย

ข้าพเจ้าควรจะสละละออกไปเสีย

แต่ข้าพเจ้าก็ครุ่นคำนึงได้ว่า

ทำไมข้าพเจ้าจึงไม่อาจทำอะไรได้มาก




บางครั้งก็เป็นเพียงเพราะการสลัดออกย่อมเป็นการสลัดโดยสิ้นเชิง

ข้าพเจ้ายังไม่อาจจะทำอย่างนั้นในเวลาเช่นนี้

เป็นฤดูหนาวที่อากาศร้อน

แม้ในช่วงเวลาที่ควรเย็นที่สุด

กลับเป็นเวลาที่ไม่น่าอภิรมย์เลย




ข้าพเจ้าเขียนบทกวีไว้บทหนึ่ง

ข้าพเจ้าเขียนได้เพียงสามบาท

และปล่อยบาทสุดท้ายไว้

บทกวีนั้นมีว่า


เหมือนนกที่มีอิสระที่จะบิน

ผู้คนก็ย่อมมีเสรีที่จะฝัน

แต่หากความฝันนั้นทำให้ผู้อื่นต้องเจ็บปวด

...



"แด่ความฝันของผู้อื่นเถิด"



ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕





วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

โลภะ


ช่วงนี้ช่างมีแต่มนุษย์เห็นแต่ได้

เต็มรอบข้างรอบกายไปเสียหมด

ความจริงทุกคนก็มีความเห็นแก่ได้

เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น

แต่มันก็ควรอยู่ในขอบเขต

อยู่ในความพอเหมาะพอสมบ้าง

บางคนได้แล้วได้อีกก็ยังอยากได้

คิดแต่ว่าตัวเองเสียเปรียบอยู่รำ่ไป

คิดว่าคนอื่นเอาเปรียบตัวเองอยู่ร่ำไป

เพราะไม่รู้จักคำว่า  "ให้"

รู้แต่คำว่า  "เอา"

บางคนถูกคนอื่นเขาใช้เล่ห์เอาเปรียบไว้มาก

ทำให้บุคคลนั้น  กลายเป็นมนุษย์ที่เกรงว่าคนอื่นจะเอาเปรียบตัวเองอยู่ร่ำไป

ก็พยายามจะละเอียดรอบคอบทุกอย่าง

จนบางครั้งมันล้ำเส้นไปว่า

อยากจะเอาเปรียบคนอื่นเอาคืนบาง

โดยคิดอยู่ในใจว่า

ตัวเองกำลังเล่นเกม

เกมที่แล้วโดยเอาเปรียบ  คิดว่าแพ้

คราวต่อมากูจะเอาเปรียบคนอื่นบ้าง

เพราะแพ้แล้วมันเจ็บใจ

มันแค้นใจ

อยากได้เปรียบบ้าง

อยากสะใจบ้าง

อยากเห็นคนอื่นถูกต้อนจนมุมบ้าง

อยากเอาเปรียบเขาให้ถึงที่สุดบ้าง

ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะโลภะ  โทสะ  และโมหะ

คือ  โลภ  อยากได้  อยากเอาเสียหมด

ไม่รู้จักการให้  ไม่รู้ถึงการข่มใจ

พอไม่ได้ก็โกรธเขาร่ำไป

ไม่รู้จักการให้อภัย

เพราะความไม่รู้  ซึ่งก็คือความหลงเป็นหัวเรือใหญ่



บางคนก็เห็นแต่ประโยชน์ตัวเอง

ทำธุรกิจธุรกรรมอะไรก็อยากจะได้กำไรเยอะ ๆ 

แต่ไม่เคยคิดถึงคนอื่น

พอคนอื่นเขาเอาคืนบ้าง

ก็ว่าคนอื่นเขาไม่เห็นใจตัวเอง

ทั้งที่ตัวเองนั้นไม่เคยเห็นใจใคร

ไม่เคยโอบเอื้อใคร

อยากแสวงหากำไรท่าเดียว



ข้าพเจ้าเคยไปทำคลินิกหลายที่

นับไปนับมาเกือบจะสิบที่แล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา

บางแห่งก็ดี

บางแห่งก็ไม่ดี

ที่ดีนั้นมีน้อยกว่าที่ไม่ดี

บางที่แย่มาก  ถึงขนาดว่า

เครื่องมือที่จำเป็นที่ต้องมี  กลับไม่มี

ให้คนทำงานทำเอาตามยถากรรม

ถ้าจะพูดตามแบบ  positive thinking  ก็ว่า

เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานใช้ความสามารถได้อย่างเต็มที่

โดยพึ่งพาอุปกรณ์น้อยที่สุด  ก็ว่าได้


บางที่เจ้าของเปิดคลินิกหลายที่

ไม่มีเวลาดูแล

เรียกง่าย ๆ 

หน้าเงิน

อุปกรณ์เสียไม่ยอมซ่อม

บางอย่างมันก็มีผลกับงาน

งานที่ทำไปแล้ว

มันล้มเหลมได้ง่ายถ้าอุปกรณ์ไม่ดี

ไม่ดูแล

ปล่อยให้สกปรกรกรุงรัง

อยากได้แต่เงิน

ก็ไม่รู้จะหาไปทำไมนักหนา

ตายไปแล้วมันหาบมันหามไปได้หรือเปล่าไม่ทราบ

ทำอย่างนี้แต่อยากให้มีหมออยู่คลินิกตัวเองเยอะ ๆ 

ทำงานดี ๆ 

ไม่มีหมอคนไหนเขาอยากไปทำคลินิกอย่างนี้กัน

ถึงทำได้ไม่เท่าไหร่ก็ออก

ออกเขาก็ไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงหรอก

เขาก็แกล้งพูดอย่างอื่นไปเรื่อย

ทีนี้ไอ้เจ้าของมันก็พาลมาโกรธเขา

ทั้งที่ไม่เคยดูตัวเองเลย

ว่าทำไมหมอที่เข้ามาทำงานให้คลินิกตัวเอง

มันอยู่ไม่ทน

ทำไมเขาไม่อยู่ด้วย

ไม่รู้ตัวเองเลยว่า

คลินิกตัวเองน่ะ

ห่วยขนาดไหน



บางที่มีหุ้นส่วนที่ไม่ใช่หมอมาบริหารงานให้

บางครั้งมันล้มเหลว

เพราะเขาไม่เข้าใจหมอที่ทำงาน

คิดว่าหมอคือเครื่องผลิตธนบัตรชนิดหนึ่ง

ก็จะใช้เขาให้ทำงานหนักอยู่รำ่ไป

โดยคำนึงน้อยไปว่า

ทุก ๆ  คนก็เป็นคนเหมือนกันหมด


ทิวฟ้า  ทัดตะวัน

๓๑  มกราคม  ๒๕๕๕











วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ตัวตนสำคัญกว่าทุกสิ่ง


วันนี้ว่าจะฝอยหลายเรื่อง

แต่ก็ไม่ได้ฝอยจนได้

เพราะเนื่องมาจาก

ต้องทำงานนั่นนู่นนี่หลายอย่าง

นั่งดูรูปเก่า ๆ

แต่งรูป

แล้วก็โพสต์ลงเฟซบุ๊คเสียหน่อย

เดี๋ยวนี้แต่งรูปเร็วขึ้นมาก

อาจเป็นเพราะแม่นในหลักการมากขึ้น

ความจริงมันก็ไม่มีหลักการอะไรนักหนา

แต่มันก็ต้องมีบ้าง

ก่อนที่เราจะทำในสิ่งที่สร้างสรรค์

มันก็ต้องเรียนรู้สิ่งธรรมดา

หลักการธรรมดา

เมื่อเราได้รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของมันแล้ว

เราก็จะสามารถทำงานนั้น ๆ  ให้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้เอง

ซึ่งจุดนี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

ว่าแต่ละคนมีแนวทางอย่างไร

เรียกว่า

เป็นตัวของตัวเอง  ว่างั้น

บุคคลที่เป็นตัวของตัวเองเท่านั้น

ที่จะสร้างสรรค์อะไร ๆ  ขึ้นมาได้

ไม่เป็นตัวของตัวเองมาก

ก็เป็นตัวของตัวเองน้อย

ที่สำคัญ  ต้องเป็นตัวของตัวเอง



หลาย ๆ  ครั้งมันมีแรงเสียดทานบ้าง

ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

หรือเสนออะไรใหม่ ๆ

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า

เรามั่นใจในตัวเรามากแค่ไหน

และยืนยันในความเป็นตัวตนของตัวเองมากเท่าไหร่

เคยได้ยินคำกล่าวว่า

คนโง่ที่ยืนยันความโง่ของตัวเอง

ก็จะกลายเป็นคนฉลาดได้ในสักวัน

มันมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว

แต่ขี้เกียจยก

เพราะบางที

เราฟังแค่ถ้อยความ

แล้วมองหาตัวอย่างเอง

มันจะทำให้เราได้อะไร ๆ

มากกว่าการที่เราเฝ้าแต่แสวงหาคำตอบจากคนอื่นอยู่ร่ำไป



ค้นหาตัวเองให้เจอ

แล้วเป็นตัวของตัวเองเสียเถิด



ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๒๔  มกราคม  ๒๕๕๕




วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

กล้องใหม่ ใหญ่กว่าเดิม


วันที่  ๒๐  มกราคม  ๒๕๕๕

ไปเดินเซ็นทรัลพระรามเก้า

ความจริงก็ไปมาครั้งหนึ่งแล้ว

ห้างนี้ทำดี

ตรงที่ว่า

ออกจากรถใต้ดิน

แล้วเข้าถึงห้างได้เลย

สบายดี

ไปเยี่ยม ๆ  มอง ๆ  ร้านกล้องด้วยใจอยากได้

เดินผ่านหลายรอบ

ดูนั่นดูนี่

ลองเล่นนั่นนู่นนี่ดู

ปรากฏว่า

ความอยากได้มันทวีขึ้นเรื่อย ๆ

ไอ้พวกร้านกล้องนี้

ถ้าจะให้ขายดี

ต้องให้ลูกค้าลอง

ถ้าเป็นว่า

ลูกค้าชอบแล้ว

มันต้องซื้อแน่

ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้

ไม่พรุ่งนี้ก็เมื่อมันมีเงิน



ลองเล่น

5D Mark II

เพราะเล่น  550D  มาเกือบ  ๒  ปี

มันไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นแล้ว

กล้องสำหรับมือโปร

เป็นสิ่งที่เทพมาก ๆ

ขอบอก

มันเหนือกว่ากล้องมือสมัครเล่นเยอะ

ถ่ายยังไงก็ออกมาสวย

ถ่ายจากกล้องมายังไง

ลงคอมแล้ว

ก็ยังเป็นภาพอย่างนั้น

ปกติกล้องมือสมัครเล่นทั่วไป

อย่าง  550D  เป็นต้น

ถ่ายมาสวย

พอเอาลงคอม

อ้าว  มืดไปซะงั้น

ต้องปรับแสงกันใหม่

แต่เจ้าตัวนี้

อย่างไรอย่างนั้น

อาจมีดรอปนิดหน่อย  แต่แทบสังเกตไม่ได้



ข้าพเจ้าตกลงใจซื้อ  พร้อมเลนส์ L 24-105

และฟิลเตอร์  และซื้อสายห้อยกล้องสายใหม่ให้แฟน

เพราะบ่นว่า

สายของแคนนอน  มันหยาบกระด้าง

สูญเงินไปทั้งสิ้น

หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสี่พันหนึ่งร้อยบาทถ้วน

ได้กล้องเรียบร้อย

ไปกินซูกิชิฉลองเสียหน่อย

จากนั้นก็ซื้อหนังสือกันตามระเบียบ

แล้วก็เตรียมตัวออกต่างจังหวัดกัน

เพราะข้าพเจ้ามีกำหนดการไปดูคลินิกสามแห่ง

ไล่ตั้งแต่  บางแสน

สัตหีบ

และจันทบุรี

พอดีเลยได้กล้องใหม่

ตัวเก่าก็มอบเป็นมรดกแด่คนรักไปเรียบร้อย

พร้อมสายห้อย

ก่อนไป

ไปโรงพยาบาลสุขุมวิท

ตรงแถว ๆ  รถไฟฟ้าเอกมัย

ประทับใจในความห่วยอย่างสุดซึ้ง

เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป



ทิวฟ้า  ทัดตะวัน
๒๓  มกราคม  ๒๕๕๕




วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

รักเธอซ้ำ ๆ



ไม่ได้ฟังเพลงที่นี่นานมาก

หมายถึงไม่ได้ลงเพลงให้ฟังนานแล้ว

วันนี่้ฟังเพลงนี้ครับ

รักเธอซ้ำ ๆ 

ฟังเพลงคลิกที่นี่

โรส ศิรินทิพย์ - รักเธอซ้ำๆ
คำร้อง ว่าน ธนกฤต
ทำนอง / เรียบเรียง ชวิน จิตรสมบูรณ์


ไม่เห็นต้องพูดจาหวานหวาน
ไม่เห็นต้องสร้างความเพ้อฝัน
ที่เห็นจริงจริงที่เป็นอยู่นั้น
ก็หวานกันพอประมาณอยู่แล้ว

ไม่เห็นต้องปั้นคำสวยสวย
ไม่เห็นต้องอ้างอิงรักแท้
ถ้ารักเรามันไม่มีข้อแม้
บอกรักกันไปเดิมเดิมอย่างนั้น

คำที่เคยเดินทางจากปากคนอย่างฉัน
ย้ำให้ฟังอีกครั้งให้ดังไปถึงข้างใน
มันไม่เคยจะจำว่าบอกเธอว่ารัก
รักเธอครั้งที่เท่าไร
ฉันพูดจากเสียงหัวใจที่มันเคลื่อนไหวด้วยความรัก

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดคำเดิมเดิม...

ไม่รู้ว่าพูดไปล้านครั้ง ไม่รู้ว่าพูดจาซ้ำซ้ำ
ไม่รู้เพราะไม่เคยเอ่ยถาม
เบื่อไหมที่มันคงแบบนี้

คำที่เคยเดินทางจากปากคนอย่างฉัน
ย้ำให้ฟังอีกครั้งให้ดังไปถึงข้างใน
มันไม่เคยจะจำว่าบอกเธอว่ารัก
รักเธอครั้งที่เท่าไร
ฉันพูดจากเสียงหัวใจที่มันเคลื่อนไหวด้วยความรัก

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดเหมือนเดิมอีก...

ทำทุกวัน...เหมือนครั้งแรก
บอกคำว่ารักในใจออกไป
ใส่ความสำคัญหมดหัวใจ ออกไปอย่างนั้น...

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดเหมือนเดิมอีก...

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดเหมือนเดิมอีก..


ทิวฟ้า  ทัดตะวัน
๑๘  มกราคม  ๒๕๕๕