ทำไมนักเขียนยุคใหม่ที่แจ้งเกิดจากนิตยสารจึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน : จิตวิทยาว่าด้วยการเป็นที่รู้จักของนักเขียน






ทำไมนักเขียนยุคใหม่ที่แจ้งเกิดจากนิตยสารจึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน : จิตวิทยาว่าด้วยการเป็นที่รู้จักของนักเขียน



อย่างที่เราเคยพูดกันไปเกี่ยวกับนิตยสาร  ในบทความก่อน  (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน)  ว่าด้วยการล่มสลายของนิตยสารและอำนาจการควบคุมทางวรรณกรรม  หากไม่เป็นการอคตินัก  เราก็คงจะรับรู้ได้บ้างว่า  การแจ้งเกิดของนักเขียนยุคใหม่นั้น  ไม่ได้มีช่องทางเดียวคือ  “สื่อกระดาษ”  อีกแล้ว

หากเราสังเกตแวดวงหนังสือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  เราจะเห็นได้ว่า  มีหนังสือจำนวนหนึ่งถูกพิมพ์ขึ้นเพราะว่า  มีกลุ่มนักอ่านจากเว็บไซต์ให้ความสนใจเป็นอย่างสูง  เว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเป็น  เด็กดี.คอม  หรือ เว็บบอร์ดอย่าง พันทิป  ก็นับได้  และหากเราไม่หลับใหลจนเกินไป  ยังมีนักขียนบางส่วนที่ผลงานได้รับการตีพิมพ์เพราะว่า E-book ของพวกเขาและเธอเหล่านั้นขายดีเหลือเกิน

และเมื่อไม่นานนัก  เราก็ได้พบว่า  เจ้าของเพจต่าง ๆ  มีหนังสือออกมาให้แฟน ๆ  ได้ซื้อหากันนับไม่ถ้วน  เพจดราม่า  เพจหมี  เพจการ์ตูน  หรือแม้กระทั่งเพจหมอต่าง ๆ  ผลิตหนังสือออกมาสู่ตลาดกันเยอะแยะมากมาย

นั่นหมายความว่า  การที่จะเกิดเป็นหรือเกิดมีนักเขียนขึ้นมาสักคนในประเทศนี้  หรือในโลกใบนี้  เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงสื่อกระดาษ  อย่าง  นิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  อีกต่อไป  และนอกเหนือจากจะพึ่งพิงไม่ได้แล้ว  สื่อกระดาษเหล่านี้เองก็ยังอาจจะไม่สามารถเอาตัวให้รอดได้เสียอีก  ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านแห่งการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ (Platform) แห่งการนำเสนอความคิด  จึงเกิดคำถามขึ้นว่า  ตกลงแล้ว  “นักเขียน”  คือใคร  และนักเขียนสมัยใหม่  กับนักเขียนสมัยเก่า  แตกต่างกันหรือไม่
นอกจากนักเขียนสมัยใหม่กับสมัยเก่าแล้ว  ท่าที  หรือการทำงานของนักเขียน  จะเป็นไปในทิศทางใด
ในเมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว  สื่อยักษ์ใหญ่ไม่สามารถกำหนด  ตัดสิน  ชี้ชะตา  หรือแม้กระทั่งชี้นำสังคมได้อีก  นั่นก็เท่ากับว่า  นักเขียนก็ไม่สามารถเป็นผู้ถือเทียนนำทางแก่ประชาชนอื่น ๆ  ได้อีกต่อไปเช่นกัน
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่  ที่โซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสังคม
ในสภาพการณ์ที่คนธรรมดา  ก็สามารถเป็นนักข่าว  เป็นนักเขียน  และเป็นผู้ส่งสาร  ให้คนอื่น ๆ  ในสังคมรับทราบ  แบ่งปัน    และคนธรรมดาก็มีสิทธิ์ที่จะเขียน  นำเสนอ  เรื่องราวต่าง ๆ  ให้เป็นที่ประจักษ์  มิหนำหลาย ๆ  ครั้ง(หรืออาจจะทุกครั้ง)เราพบว่า  นักเขียน-นักข่าวสมัครเล่นเหล่านี้ได้รับความนิยมมากกว่าข้อเขียนหรือข่าวหรือสิ่งที่ผู้เป็น “นักเขียนมืออาชีพ” เขียนและนำเสนอเสียอีก  ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า  นักเขียน  ยังจำเป็นอยู่หรือไม่  อย่างไร

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา  ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงกันในคราวนี้
ในครั้งนี้เราจะพูดถึงว่า  ถ้านักเขียนยังคงอยู่  นักเขียน  จะทำตัวให้เป็นที่รู้จัก  ได้อย่างไร  

ความจริงมันเหมือนคำตอบสำเร็จรูป  แต่แม้มันจะเป็นคำตอบสำเร็จรูปอย่างไรก็ตาม  ความเชื่อของคนบางกลุ่มก็ไม่ได้มีในคำตอบสำเร็จรูปต่าง ๆ  เหล่านี้แต่อย่างใด

ถ้าเราพูดถึงการตลาด  การโฆษณาประชาสัมพันธ์  เรามีคำถามว่า  ทำไม  ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  คนซื้อทุกวัน  วันละจำนวนมาก  จึงยังมีการ “โฆษณา”  กันอยู่อย่างสม่ำเสมอ
คำตอบของคำถามนี้กว้างขวางมาก  ไม่ว่าจะเป็น  เพราะคนเกิดใหม่ทุกวัน  คนเติบโตทุกวัน  อย่างนี้เป็นต้น  นอกจากการเติบโตของผู้คนแล้ว  เรายังมีเป้าหมายอย่างอื่นอีกหรือไม่สำหรับคนที่เคยเห็นเคยสัมผัสอยู่แล้ว
การยกตัวอย่างอาจเป็นเช่นว่า  โคคา-โคล่า  ผลิตภัณฑ์นี้มีมายาวนาน  มีชื่อเสียง  และเป็นเบอร์หนึ่งของผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในโลก  แต่  โคคา-โคล่า  ยังมีการโฆษณาอยู่เสมอ  ทำไม  โคคา-โคล่า  จึงไม่หยุดโฆษณาทั้ง ๆ  ที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ตัวหมดแล้ว  นั่นก็เป็นคำตอบว่า  ทำไมนักเขียนต้องทำตนให้เป็นที่รู้จัก "อยู่เสมอ"

การรู้จักมักคุ้นต่อผู้อ่านของนักเขียนในอดีต  คือการที่นักเขียนมีผลงานทางนิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  ถ้านักเขียนคนใดเป็นคอลัมนิสต์ด้วยแล้ว  ก็จะยิ่งได้เปรียบในการสื่อสารกับคนหมู่มาก  รวมถึงการ "มักคุ้น" กับคนหมู่มาก
หรือแม้นักเขียนที่ไม่ได้เป็นคอลัมนิสต์หากมีเรื่องสั้น  หรือนวนิยาย  ลงในนิตยสาร  หรือหนังสือพิมพ์  ก็ย่อมได้เปรียบในการชิงพื้นที่  และย่อมส่งผลต่อยอดขาย  “หนังสือเล่ม”  ของนักเขียนเอง  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความกลับหัวกลับหางเกิดขึ้นเมื่อมีสื่อสมัยใหม่อย่างโซเชียลมีเดีย  
การณ์กลับเป็นว่า  นักเขียนที่มีผลงานลงนิตยสาร  ไม่ได้มีผลต่อยอดขายหนังสือเล่มอย่างที่ควรจะเป็น  เผลอ ๆ  หากเป็นนักเขียนที่ยังไม่มีชื่อเสียง  ก็แทบไม่มีผลเลยแม้แต่น้อย

ความก็ต้องย้อนกลับไปที่บทความในข้างต้น (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน) ที่ว่าด้วยการรับข้อมูลข่าวสารของคนในยุคใหม่
แน่นอน  ย่อมมีคนบางกลุ่มอ่านนิตยสารและหน้าดำหน้าแดงคร่ำเคร่งคอยสอดส่องดูว่า  จะมีงานของนักเขียนคนไหนลงนิตยสารบ้าง  ซึ่งนั่นก็คือ  นักเขียนด้วยกันเอง  และหากเราจะนับดูแล้ว  จำนวนของนักเขียนเหล่านี้น่าจะน้อยกว่าจำนวนสาขาร้านสะดวกซื้อยอดนิยมเสียอีก  นั่นหมายความว่า  ผู้อ่าน  หรือคนทั่วไปที่อ่านหนังสือ  และจบสิ้นพันธกิจกับนิตยสารแล้ว  ย่อมไม่มีวันได้รับทราบการมีอยู่ของนักเขียนในนิตยสารแม้แต่น้อย
เมื่อไม่รู้จัก  และไม่คุ้นเคย  หลักการของการตลาด  ที่ว่าด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์  ก็จะตอบคำถามให้ว่า  ทำไม  เมื่อนักเขียนที่เคยมีผลงานลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร  จึงไม่มีฐานแฟนคลับคอยสนับสนุนเลย  

หน้าเพจ  หรือเฟซบุ๊ก  เป็นเหมือนสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่แทนนิตยสาร  ในแง่ของ  “ความคุ้นเคย”  
หลักการทางจิตวิทยาง่าย ๆ  มีอยู่ว่า  ผู้คนจะซื้อของก็ต่อเมื่อเขาคุ้นเคยกับสิ่งของนั้นมาก่อนแล้ว  มันก็อาจจะมีบ้างสำหรับผู้คนที่ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์  แต่นั่นไม่ได้หมายความถึงคนทั่วไปหรือคนกลุ่มใหญ่ที่จะให้การสนับสนุนนักเขียนของเรา  
และนั่นก็คือคำตอบว่า  เหตุใดนักเขียนยุคใหม่ที่มีผลงานลงนิตยสารสม่ำเสมอ  จึงมียอดขายหนังสือหรือฐานแฟนคลับใกล้เคียงกับศูนย์  
และนั่นก็คือคำตอบว่า  ทำอย่างไร  นักเขียน  จึงจะอยู่รอดต่อไปได้บ้าง  หากคุณยังรักที่จะเขียน

แต่...  
ณ  ที่นี้  เรายังไม่ได้พูดถึงว่า  นักเขียนต้องปรับตัวอย่างไร  หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่  นอกจากการ  “เขียน”  ซึ่งเป็นสิ่งหลัก  และความจริงแล้ว  นักเขียนควรต้องทำอย่างนั้นหรือไม่  ในยุคสมัยที่คนหนึ่งคนต้องมีทักษะหลายอย่าง  เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมของโลกทุกวันนี้
ก็ไม่แน่  เราอาจจะได้พูดกันในวันถัดไป  หรืออาจไม่  ซึ่งจุดนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความสะดวกจะอำนวย


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
17 กันยายน 2560



คำเตือน : บทความนี้เป็นทัศนคติของบุคคลเพียงคนเดียว  

ไม่มีความคิดเห็น: