ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

หนังสือเล่มแรกที่ทำและส่งประกวดซีไรต์


เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่เคยเล่าไว้ที่ไหนมาก่อน
เพราะกระดากและอับอายเป็นที่ยิ่ง
วันนี้ถือว่าเป็น  #การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง  ของข้าพเจ้า  เกี่ยวแก่การทำหนังสือให้ฟังก็แล้วกัน


ปี 2550 หรือเมื่อประมาณสิบสามปีล่วงมาแล้ว
ข้าพเจ้าได้ทำหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพิมพ์ในระบบออฟเซ็ตเป็นเล่มแรก
ด้วยความหวังว่า  จะส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์และเข้ารอบกับเขาบ้างอะไรบ้าง
การทำหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก
เพราะตอนนั้นข้าพเจ้ายังเรียนอยู่ปี 5  คณะทันตแพทย์  จุฬาฯ 
และแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับการพิมพ์หนังสือเลย
โชคดีหน่อยที่เทคโนโลยีการพิมพ์ก้าวหน้าไปพอสมควรแล้ว
จึงสามารถทำหนังสือเป็นเล่มได้ด้วยตัวคนเดียว

แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้สอนอะไรข้าพเจ้าหลายอย่างมาก
จากความผิดพลาดมากมายที่เกิดขึ้น
เช่น  การออกแบบ  การจัดหน้า  การทำปกทำเนื้อใน  การทำงานส่งโรงพิมพ์ (สมัยนั้นยังต้องใส่แผ่นซีดีส่งให้กันอยู่)
และที่สำคัญที่อยากขยายความก็คือ  คำผิด
เพราะสำหรับข้าพเจ้าการทำหนังสือแล้วมีคำผิดอยู่ในหนังสือนี่มันเหมือนเป็นตราบาปชั่วชีวิตของคนทำหนังสือเลยทีเดียว
ทั้งที่ตรวจแล้วตรวจอีก  แม้กระทั่งให้น้องอ่านให้ฟังเพื่อที่จะได้ไม่หลงหูหลงตากับตัวอักษร
(โชคดีที่มันเป็นหนังสือกวีนิพนธ์  มันจึงไม่ต้องใช้เวลาในการอ่านมากนัก)
แต่กระนั้นเมื่อหนังสือพิมพ์เสร็จออกมาเป็นเล่ม
ก็ยังพบ  คำผิดบ้าง  วรรคผิดบ้าง  อยู่ถึง 5 จุด
ซึ่งแน่นอนว่าข้าพเจ้าทนไม่ได้ที่จะเห็นคำผิดในเล่ม
คิดว่าจะทำอย่างไรดี  ปล่อยให้มันไปไว้อย่างนี้ เพราะมันก็เป็นธรรมดา  หนังสือมันก็มีผิดมีพลาดบ้าง(ข้าพเจ้าเคยเห็นหนังสือกวีนิพนธ์  โดยเฉพาะจำพวกโคลง  ก็มีเว้นวรรคผิดอยู่ให้เห็น)  หรือจะแก้ไข
คิด ๆ แล้วก็  แก้ไขเสียดีกว่า  ไม่อย่างนั้นเราก็จะมานั่งเสียใจภายหลัง
จึงแก้ปัญหาด้วยการแปะสติกเกอร์ทับ
ซึ่งจากการสอบถามโรงพิมพ์  เขาบอกว่าสามารถทำให้ได้  แต่คนแปะก็คือ  แม่บ้าน
ซึ่งข้าพเจ้าชั่งใจแล้ว  มันต้องแปะบรรทัดให้ตรง  ตัดสติกเกอร์ให้สวยงาม 
ซึ่งข้าพเจ้าเคยเห็นที่เขาแปะ ๆ กัน งานประเภทนี้ถ้าให้แม่บ้านทำ
ก็คงได้ร้องไห้กันอีกรอบ  และถ้าแก้อีกก็คงไม่ทันกาล  เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะหมดเขตส่งประกวดแล้ว
ข้าพเจ้าแก้ปัญหาด้วยการปริ๊นท์สติกเกอร์เอง  ซึ่งก็ต้องตามหาพอสมควรเพราะกระดาษเป็นกระดาษถนอมสายตา
การหาสติกเกอร์สีเหลืองนวล ๆ ให้เข้ากับกระดาษนั้นนับว่ายากยิ่ง
ต้องปริ๊นท์ให้ตัวอักษรเท่ากัน  ต้องตัดกระดาษให้ได้บรรทัดที่พอดี
และที่สำคัญ  หนังสือมีทั้งหมด 1,000 เล่ม
แปลว่า  ต้องติดทั้งหมด  5,000 ครั้ง  ตัดกระดาษอีกกี่ครั้งนับไม่ถ้วน
ส่วนสถานที่ทำงาน  ไม่ใช่ที่บ้านหรือที่อยู่อาศัยที่เหมาะแก่การทำงานแต่อย่างใด  
เพราะข้าพเจ้าอาศัยอยู่หอพักนิสิต  หรือที่เรียกกันว่าหอใน  หนังสือทั้งหมดก็ให้เขาเอามาส่งที่ใต้หอจำปา  หรือหอเฟื่องฟ้า ในสมัยนั้น
(หอนี้ชื่อจะเปลี่ยนไปตามเพศของนิสิตที่เข้าไปอยู่  สมัยใดเป็นหอหญิงจะเรียกหอเฟื่องฟ้า  สมัยใดเป็นหอชายจะเรียกหอจำปา  และที่สมัยนั้นมีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็เพราะว่าเขากำลังมีการสร้างหอใหม่กัน  นิสิตจึงต้องอพยพย้ายถิ่นกันบ่อย ๆ แม้แต่หอจำปี  ซึ่งเป็นหอชายล้วนมาตลอดก็เคยกั้นพื้นที่บางชั้นเพื่อทำเป็นหอหญิงด้วยเหมือนกัน)
หนังสือทั้งหลายนั้น  เขาห่อมาอย่างเรียบร้อยตึงเป๊ะ  ข้าพเจ้าต้องค่อย ๆ บรรจงแกะห่อ  เพราะต้องห่อคืน  เพื่อนำไปส่งสายส่งเอง
(ตามปกติโรงพิมพ์เมื่อพิมพ์งานเสร็จเขาจะส่งไปที่สายส่งให้เราโดยอัตโนมัติ  ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดเอาสะดวกว่า  อย่างนี้เราก็ทำได้สบายโดยไม่ต้องมีพื้นที่เก็บสินค้าเป็นของตัวเอง
เพราะงานเสร็จเขาก็เอาไปเลย  ไม่ต้องมีโกดังให้ยุ่งยาก  อีกทั้งเป็นเล่มแรกกว่าเขาจะตีหนังสือคืนมาก็คงอีกนาน  จากนั้นค่อยว่ากัน  คิดง่าย ๆ แบบนี้)

การแปะสติกเกอร์หนังสือแต่ละเล่มนั้นไม่ง่ายนัก  
ประการแรก  ข้าพเจ้าไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง
การทำหนังสือของข้าพเจ้านั้น  ต้องยืมคอมพ์เพื่อนบ้าง  ใช้ห้องคอมพ์หอพักบ้าง  แม้กระทั่งอาศัยร้านปริ๊นท์เอกสารบ้าง  
พอได้มาแล้วก็ต้องตัดก่อน  ด้วยคัตเตอร์  ไม้บรรทัด  และด้วยมือนี่เอง  แล้วก็ทยอยแปะเป็นหน้า ๆ ไป  ต้องวางแผนให้ดี  จะแปะอะไรก่อนหลัง
อันไหนไม่แปะอันไหนไปแล้ว  
มีน้องมาช่วยบ้าง  มีชาวหอบางคนเห็นเขาสนใจก็มาชะโงกดูบ้าง  บางคนก็มาเปิดอ่านในใจบ้าง  อ่านออกเสียงเป็นทำนองเสนาะบ้าง (เล่มนี้เป็นงานฉันทลักษณ์ทั้งหมด)
มีวิพากษ์วิจารณ์ติชมบ้าง
ข้าพเจ้านั่งทำอยู่สามวันสามคืนติดต่อกัน  ไม่ได้หลับได้นอน  มีแอบงีบเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
เวลาขึ้นไปอาบน้ำก็ฝากยามช่วยดูแล (ซึ่งคิดว่าก็คงไม่มีใครอยากมาขโมยหรอก  แค่กลัวหมาจะมากัดกันใส่แล้วมันเละเทะ 555)
ฝากคนซื้อข้าวมาให้กินบ้าง  เดินไปซื้อเองบ้าง  นั่งทำอยู่อย่างนั้น  จนกระทั่งเสร็จ

เสร็จแล้วสิ่งที่ต้องทำเบื้องต้นก็คือ  เอาหนังสือไปส่งที่โรงแรมโอเรียนเต็ล  
มันเป็นวันสุดท้ายที่เขาให้ส่งประกวดได้
พี่ธรรม ทัพบูรพา  ซึ่งเป็นพี่ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือ  และให้ข้าพเจ้ายืมชื่อสำนักพิมพ์  
ก็แนะนำว่า  เอาไปส่งเองเลย  เพราะส่งไปรษณีย์ไม่รู้จะถึงหรือเปล่า  เผื่อสูญหายรายทาง  อะไรก็เกิดขึ้นได้
ข้าพเจ้าก็เชื่อฟัง เพราะพี่เขาส่งงานเข้าประกวดปีนั้นด้วย  ซึ่งก็ว่า  พี่ก็เอาไปส่งเอง  
นับหนังสือตามจำนวนที่เขาต้องการ  เผื่อเหลือเผื่อขาดนิดหน่อย  หอบขึ้นแท็กซี่ไปที่โรงแรม  ซึ่งก็เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว
นับเป็นครั้งแรกที่เอาหนังสือไปส่งประกวดรางวัลซีไรต์  ซึ่งมันก็ยิ่งใหญ่เหลือเกินในสายตาของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ไปถึงก็งก ๆ เงิ่น ๆ บอกเขาว่า  เอาหนังสือมาส่งประกวดรางวัล  เขาก็พาไปสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง  เป็นชั้นใต้ดิน  
ณ ที่นั้นเป็นสถานที่เก็บหนังสือที่ส่งเข้ามาประกวดในปีนั้น
เขาก็ให้เขียนใบสมัคร  แล้วก็นั่งรอ
ข้าพเจ้าก็สอดส่ายสายตาดูว่า  มีเล่มไหนบ้างส่งเข้ามาประกวด  หนังสือที่ส่งเข้าประกวดมีเยอะมาก  หลายเล่มก็คุ้นชื่อคุ้นตา  หลายเล่มไม่เคยรู้จักเลย
ก็คงเป็นจำพวกพิมพ์เองเหมือนข้าพเจ้านี่แหละ  บางเล่มเราแค่ดูหน้าปกก็รู้ว่าพิมพ์เฉพาะกิจ  และเป็นการพิมพ์แบบออนดีมานด์
สมัยก่อนระบบพิมพ์ดิจิทัล  เป็นอะไรที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมาก  แทบไม่ต่างจากซีรอกซ์  หน้าปกก็กระเดิดเถิดเทิงออกมา  ไม่สวยงามเลย (สมัยนี้ก็ยังเป็นอยู่บ้าง  แต่ดีขึ้นกว่าเดิมหน่อย)  ซึ่งอันนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากพิมพ์แบบนั้น  เพราะมันดูไม่เป็นหนังสือจริง ๆ  ไม่ดูเป็นมืออาชีพ  ไม่เหมือนหนังสือที่ขายกันตามร้านหนังสือ (ซึ่งเอาเข้าจริงหนังสือพิมพ์ออฟเซ็ตและแปะสติกเกอร์คำผิดของข้าพเจ้านี่แหละที่สุดแล้วกลายเป็นว่าดูกระจอกงอกง่อยอย่างที่สุด)
ส่งใบสมัครเสร็จอะไรเสร็จ  ก็หมดธุระเกี่ยวกับการประกวด
แต่ยังมีธุระสำคัญยิ่งรออยู่นั่นก็คือ  การเอาหนังสือไปส่งที่สายส่ง

ข้าพเจ้าก็คิดว่าจะเอาไปอย่างไรดี  หนังสือตั้งพันเล่ม  ลองคำนวณคร่าว ๆ แล้วคิดว่า
เอาวะ  ใส่แท็กซี่ไปก็น่าจะหมด
ก็เรียกแท็กซี่มา
เพื่อขนไปสายส่ง  แทกซี่ก็ใจดีเหมือนกัน  เพราะของตั้งเยอะขนาดนั้น  ยังยอมให้เราเอาใส่รถเขาได้  ไม่กลัวยางระเบิด 555
ขน ๆ อยู่หลายเที่ยว  เพราะมันต้องเดินไกล  จากใต้หอขนไปแท็กซี่  หนักก็หนัก
พอดีมีน้องรหัสเดินมาเห็นถามว่า  พี่ทำอะไร  บอกว่า  ขนหนังสือไปสายส่ง
น้องก็ใจดีมาก  ช่วยขน  ขนขึ้นรถแล้วก็ยังนั่งรถเป็นเพื่อนไปด้วยที่สายส่ง
ที่สำนักพิมพ์แม่โพสพ
อาจารย์ทองแถม  ซึ่งทำบริษัทกระจายหนังสือด้วยในขณะนั้น  ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นตัวจริง  ไม่เคยรู้จักมักคุ้น
แต่พี่ธรรมได้ฝากฝังเอาไว้ให้  ก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีเหมือนคนเคยเห็นกันมาแต่ชาติก่อนหนหลัง
ก็รับหนังสือไว้และกระจายไปตามร้านหนังสือต่าง ๆ ในที่สุด

เรื่องก็ดูเหมือนจะจบลงแค่นี้อย่างสงบงดงาม
แต่...
มันไม่จบเท่านี้  เพราะ...
ข้าพเจ้าสมัยนั้นยังเป็นนิสิตจน ๆ ไร้เงินไร้ทอง
งานการที่ทำก็ไม่มี  มีเพียงแต่เขียนหนังสือขายบ้าง  เขียนประกวดบ้าง
ได้เงินมานิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่มีเก็บมีกันอะไรเอาไว้
คิดเอาตามที่ “เขา” ว่า  โรงพิมพ์จะให้เครดิตเราเท่านั้นเดือนเท่านี้เดือน  ขายหนังสือได้ก็คงมีเงินส่งเขาบ้าง
แต่เอาเข้าจริงก็คือ  โรงพิมพ์เขาไม่ได้ให้เครดิตอะไรเราหรอก
เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจ  เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้  แค่พิมพ์หนังสือเฉพาะกิจกระจอก ๆ เล่มเดียวคนหนึ่ง  
หนังสือเสร็จเขาก็มาเก็บเงินถึงที่
โรงพิมพ์นี้จริง ๆ เขาพิมพ์ไม่แพง  พี่นิคมซึ่งเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์นกฮูกในสมัยนั้น  เป็นคนแนะนำให้
ข้าพเจ้าไปสืบดูก็รู้ว่า  หนังสือดัง ๆ สำนักพิมพ์ดี ๆ หลายแห่งก็ใช้ที่นี่กัน
ราคาไม่แพง  แถมยังใจดีไว้ใจพิมพ์ให้เราก่อนโดยไม่เรียกเงินมัดจำอะไรเลย
แม้กระนั้นก็ดี  เมื่อถึงตอนจะจ่ายเงิน  พอไม่มีเงิน  ที่ว่าไม่แพง ๆ  มันก็แพงขึ้นมาอย่างมากหลายเหลือขนาด
เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร  อับจนเงินทอง  อับจนหนทาง  ข้าพเจ้าก็ใช้หนทางสุดท้าย
โทรหาที่บ้าน
ครอบครัวของข้าพเจ้านั้นก็ยากจนข้นแค้นหนักหนา  ลำพังจะหาเงินมาซื้ออาหารการกินก็ลำบากเหลือแสน
แต่ก็เป็นความหวังสุดท้ายของชีวิต  
คุยครั้งแรกไม่ได้เงิน
เพราะไม่มีใครเห็นด้วยที่ข้าพเจ้าลงทุนทำหนังสือ
ตระกูลของเราก็ทำไร่ไถนาค้าผักขายปลาเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องหนังสือหนังหาไม่มีอยู่ในสายเลือด
แต่ที่สุดของที่สุด
เมื่อเข้าตาจน  ยายของข้าพเจ้าก็บอกว่า  เอาเถอะ  ไหน ๆ ก็ทำมาแล้ว  เขาก็มาไล่เอาเงินแล้ว
ไม่มีให้เขาก็ไม่ได้  จึงถอดแหวนทองคำวงเก่า ๆ ที่สวมนิ้วอยู่  ต่างหูเล็ก ๆ ที่มีอยู่  เอาไปขายร้านทอง
บวกกับเงินอีกนิดหน่อยที่เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
รวบรวมทั้งหมดส่งมาให้ข้าพเจ้า
น้ำตามันไม่มีจะไหลแล้วตอนนั้น  เพราะมันไหลมามากมายตั้งแต่พบว่า  หนังสือมันมีคำผิดห้าแห่งตอนที่หนังสือพิมพ์เสร็จแล้ว
จริง ๆ ถ้าเทียบแล้วมันก็คงไม่มากมายนักหรอกเงินที่ว่า  ประมาณสามหมื่นบาท (อันนี้รวมแก้เพลทด้วย  เพราะอย่างที่เล่า
ก่อนคำผิดห้าแห่งนั้น  ก็แก้คำผิดกันมามากมาย  แก้แล้วแก้อีก  นึกว่าไม่มีผิดแล้วก็สั่งทำเพลท
ทีนี้พอต้องแก้เพลทมันต้องเสียเงินเพลทละ 600 บาท  ไม่แก้ก็ไม่ได้  แก้ช้าก็ไม่ได้เพราะไฟลนแล้ว  จะส่งหนังสือประกวดไม่ทัน
มันจะหมดเขตส่ง)  
ซึ่งแม้เงินจำนวนสามหมื่นบาทในทางกายภาพก็จริง  หากในความรู้สึกของข้าพเจ้าคนที่ไม่มีเงินมันก็ราวกับเงินแสนเงินล้านเลยทีเดียว ณ ตอนนั้น

ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร
หนังสือก็ไม่ได้เข้ารอบอะไรกับเขาเลย 5555 (ตอนนั้นมีแค่ประกาศรอบสุดท้ายแล้วก็ประกาศผลเลย  ไม่มีรอบ Longlist)
นอกจากนั้นหนังสือก็ขายไม่ได้  (หนังสือกวีนิพนธ์มันก็ขายไม่ได้อยู่แล้ว  ซึ่งข้าพเจ้า ณ ขณะนั้นนอกจากรู้ว่าต้องพิมพ์หนังสือเป็นเล่ม  
เอาไปให้สายส่งส่งเพื่อวางขายตามร้านหนังสือแล้ว
ก็ไม่รู้กลไก  ไม่รู้อะไรใด ๆ เกี่ยวกับการตลาด  หรือเกี่ยวกับอะไรอื่นอีกเลย  หนังสือธุรกิจหนังสืออะไรเทือกนี้ไม่เคยอ่านเลย  อ่านแต่วรรณกรรมกับหนังสือเรียน  
เรียกง่าย ๆ ว่า  มืดแปดด้าน)
กว่าข้าพเจ้าจะหาเงินหาทองไปคืนยายได้ก็ปาไปตอนเข้ารับราชการทำงานแล้วโน่น
ส่วนหนังสือที่เหลือจากการขายมายาวนานหลายปีดีดักข้าพเจ้าเพิ่งไปรับคืนมาเมื่อปีก่อน ๆ ซึ่งก็เอามาขายบ้าง  แจกบ้าง  ตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงสิบเล่ม
ส่วนเรื่องเงินจากหนังสือเล่มนี้นั้นไม่ต้องพูด  555

นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็ให้คิดคำนึงว่า  เออ  เรานี่ก็บ้าเหลือเกิน  ทำอะไรลงไปก็ไม่ทราบ  
ถ้าจะให้ทำแบบนั้นอีกก็คงไม่ทำแล้ว  ใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงและไร้ประสิทธิภาพเหลือเกิน
แต่นั่นแหละ  มันก็ไม่ได้สูญเปล่า
หากมันคือประสบการณ์และรากฐานอันใหญ่หลวงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เดินทางมาจนถึงวันนี้
หยิบหนังสือขึ้นมาสูดดมกลิ่นทีไร  ภาพตัวเองนั่งหน้าเมือกแปะสติกเกอร์ที่ใต้หอ  ก็ลอยมาทุกที
ภาพกระบวนการต่าง ๆ ที่ได้ทำ  ผู้คน  บรรยากาศ  ก็ฉายชัดขึ้นมาเป็นภาพ ๆ   เหมือนว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

จริง ๆ รายละเอียดเรื่องนี้และการทำหนังสือมีเยอะกว่านี้มาก  อันนี้เป็นแต่ย่อ ๆ 
จะรออ่านเมื่อเขียนเป็นเล่มอีกทีก็ได้ครับ

สำหรับคืนนี้  ราตรีสวัสดิ์

ธัชชัย  ธัญญาวัลย
พฤษภาคม 2563

ไม่มีความคิดเห็น: